2008/Jul/23

การเดินทาง9วัน8คืน

ผ่านพ้นไปแล้วกับประเทศ

"เกาหลี"

...............................

ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้น

เมื่อตกลงปลงใจที่จะไปเกาหลีในเดือน4

เหตุผลเนื่องจากคิดถึงคนที่รัก

แต่การไปก็คงไม่ง่ายเหมือนเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยว

และที่ผ่านมาก็เคยขึ้นเครื่องบิน

แต่ไม่ใช่แค่คนเดียวแน่นนอน

..................................

เมื่อหาเงินตามจำนวนที่ต้องการได้

จึงซื้อตั๋วทางเวป ซึ่งรู้จักจากการseach

คำว่า

"ตั๋วเครื่องบินราคาถูก"

ซึ่งแน่นอนมันไม่น่าไว้ใจ

แต่เราเชื่อใจเขา

จึงโอนเงินผ่านทางธนาคารไป

สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ

กระดาษA4 2 แผ่น ที่เรียกว่า E-ticket

ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่แน่ใจ

ว่า จะโดนหลอกหรือเปล่า

แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจ

.........................

หาที่แลกเงินเกาหลี

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ลืมไปว่าธนาคารปิด

ไม่มีที่แลกเงินทั้งๆที่อีก4วันจะออกเดินทาง

และ4วันที่เหลือต้องเรียนและทำงานอย่างหนัก

โทรไปถามเพื่อน เพื่อนบอกทันที

ว่า พ่อมันรู้จักร้านแลกเงินที่สะพานควาย

และในวันนั้นจึงได้รู้ว่า

ตู้ATMกดตังได้เพียง2หมื่นต่อวันเท่านั้น

จึงกดได้แค่19000เพราะกดออกไปแล้ว1พัน

ไปถึงที่แลกเงิน ดูrateได้ราคา31บาท

ซึ่งตอนนั้นไม่รู้เรื่องrateเกาหลีเลย

ก็ตกลงแลกๆไป

เงินหมื่น9ที่เคยถืออย่างระมัดระวัง

ถูกร้านแลกเงินโยนอย่างไม่ใยดี

ราวกับเงินแค่นี้เป็นแค่เศษเงิน

แลกเสร็จสรรพ จึงได้รู้ว่า

rate31บาท ถูกมาก

จากที่ได้เงิน475000วอน

กลับได้590000วอน

.............................

ของมากมายที่ฝากซื้อจาก

คนที่เฝ้ารอคอยที่เกาหลี

เสื้อผ้า กระเป๋าสะพาย

เงินวอน

passport ตั๋วเครื่องบินที่ไม่มั่นใจ

ทุกอย่างพร้อม

ตามกำหนดเครื่องออกตอนตี1.45

แต่พ่อแม่ไปส่งออกไปตั้งแต่4ทุ่ม

เพื่อไปกินข้าวต้มกันก่อน

กินเสร็จตอน5ทุ่ม

และนั่นเป็นข้าวต้มที่ผมคิดถึงตอนอยู่เกาหลี

.......................

ณ.สนามบิน ตอน5ทุ่ม45

แบกรับความไม่เชื่อมั่นในจิตใจ

ความกระวนกระวาย

ต้องการเคลียร์ทุกอย่างออกจากตัวเอง

ตรงไปยังcounter I สายการบินkorean air

ยื่นกระดาษไปหวังว่าจะมีเสียงตอบรับที่คาดหวัง

ผมไม่กล้ามอง

ไม่กล้าคาดหวัง

ไม่อยากรับรู้

แต่

ผมลืมตาขึ้นมาอีกที ตั๋วเครื่องบินก็อยู่ตรงหน้าผมแล้ว

ทุกอย่างเหมือนหายไป

ผมรู้สึกจริงๆแล้วว่าจะได้ไปเกาหลีจริงๆ

แลกเงินเป็นUS dollar เพื่อ อัตราrateที่แข็ง

โดยความคิดจากพ่อผม

เวลาผ่านมาถึงเที่ยงคืน25

ผมคิดว่าคงรบกวนพ่อแม่มากไปแล้ว

จึงขอเข้าgateเลย

เข้าpassenger check ยังมีคำพูดที่

ไม่คิดว่าจะพูดออกมาจากผู้ชายวัย20

ว่า "เข้าไปแล้วทำไงต่ออะ..."

จากที่เคยมั่นใจ ทำงาน ซื้อตั๋ว แลกเงิน

เวลานี้ไม่อยากจากพ่อแม่ไปจริงๆ

...........................

ประตูทางเข้าปิด ผมไม่เห็นหน้าพ่อแม่แล้ว

ตอนนั้นคิดว่าหลังจากนี้

คงคือการพจญภัยของผมอีกครั้งหนึ่ง

แบกกระเป๋าหนักอึ้ง เดินหลงไปหลงมา

หาทางเข้าgate 7 ไม่เจอ

แต่ทางสุดท้ายที่คิดว่าไม่ใช่กลับใช่

เวลานั้นผมมือเย็น ตื่นเต้น กระวนกระวาย

ผมเจอร้านที่คุ้นเคย ร้านburger king

ถึงผมจะกินแมคประจำ แต่ burger king คง คือๆ กัน

เดินเข้าไปในร้าน สีส้ม แต่งสีสันสวยงาม มีคนมากมายหลายภาษา

ผมเดินเข้าไปสั่งอาหารเป็นภาษาไทยกับพนักงาน

โดยลืมท้องที่อิ่มจากข้าวต้มไป

อาหารมาเสริฟอย่างรวดเร็ว ผมหยิบออกไป

แต่มีเสียงไล่หลังตามมา sumimasen anata anata !!

เป็นภาษาญี่ปุ่นที่คุ้นหูเรียกเราตามหลังมา

และเผลอตอบกลับไปว่า hai?

เขาก็ยื่มเฟร้นฟรายที่ยังไม่ได้ใส่ในถาด

ผมเดินออกไปพร้อมกับอมยิ้ม

.................................................

อีก15นาทีเครื่องขึ้น

ท้องที่อิ่มจากการยัดburger kingเข้าไป

ทำให้ง่วงขึ้นทุกขณะเวลา

มีคนเกาหลีมากมายอยู่รอบตัว

ข่าวBBCภาษาอังกฤษ พูดบ่นอยู่ข้างๆ

ความรู้สึกกระวนกระวายหายไปแล้ว

เหลือเพียงแต่ความง่วง

gateเปิด ผมเชคอินขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะขึ้นไปนอน

หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาหนึ่งฉบับโดยไม่รู้สาเหตุ

ไปถึงที่นั่งเอาของวาง

และเอนตัวลง นอน...

ขณะกำลังเคลิ้มๆ สาวสวยในชุดสีน้ำเงินมาปลุกให้ปรับเบาะขึ้นก่อน

ผมตื่นขึ้น

ผมเฝ้าดูเครื่องบินจากประเทศไทยที่ผมอยู่ ไป

และเอนตัวลงอีกรอบ

มีคนมาปลุกอีกรอบถามว่า

"เอาไทยรัฐไหมคะ?"

ผมตกใจกับภาษาไทยเพราะไม่คิดว่ามีแอร์คนไทยอยู่ด้วย

ผมก็ตอบรับผ่านไป

ผมนอนลงและมีเสียงปลุกขึ้นอีก

คราวนี้เป็นเวลากินอาหาร

ซึ่งหลังจากเครื่องบินไปแล้ว1ชั่วโมงครึ่ง

ผมกินให้จบๆและนอนลง

คราวนี้ผมคงได้นอนจริงๆแล้วสินะ

.....................................................................

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมแสงอาทิตย์ของประเทศเกาหลี

ผ่านตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีเพราะมีคนรู้จักของแฟน

ทำงานที่ด่านตรวจ

แต่ติดตรงศุลกากรเพราะดันไปกาช่องที่มีของผิดกฏหมาย

เขาจึงขอเชคของในกระเป๋า

แต่ผมรีบแก้ตัวตามสไตล์คนไทยทันที

ว่ากาผิดช่อง เข้าใจผิด

ที่นี่สนามบิน kimhae จังหวัด pusan โชคดี

ที่ไม่เข้มงวด

ประตูบานขุ่นเปิดออก

ผมลากกระเป๋าออกมา

พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย

น่ารักเหมือนเดิมเลยนะ

"ผมก้มหน้าและเขินราวกับพบรักครั้งแรก"

...............................................................

อาหารเกาหลี

มื้อแรกก็ทำอึ้งแล้ว

กับปริมาณที่มากเกินกว่า2คนในประเทศไทย

ราวกับให้4คนกิน

แต่เธอสั่งมากิน

รสชาติเผ็ด มากเกินกว่าที่จะกินได้เต็มที่

แต่ก็กินจนหมด

ที่นี่ตะเกียบเป็นตะเกียบเหล็ก และ ช้อนตักซุปเป็นเหล็กเช่นกัน

อาหารเกาหลีสั่งอาหารหนึ่งอย่างจะได้

เครื่องเคียงตามมาอีก3-5อย่างแล้วแค่ร้าน

แน่นอนต้องมี

"กิมจิ"

และทุกๆมื้อที่ผ่านไป

ผมกินเท่าปริมาณอาหาร3คน และกินหมดทุกมื้อ

แน่นอนอาหารที่กินลงไปก็ต้องถ่าย

ดังนั้นเข้าใจเลยว่าคนเกาหลีจึงมีความสุข

ทั้งตอนอาหารเข้าร่างกาย และ ออกจากร่างกาย

....................................................................

คนเกาหลี

จากที่เคยรู้มาว่าคนเกาหลีเป็นคนไม่เกรงใจใคร

เป็นคนกระโชกโฮกฮาก ทำอะไรรุนแรง

แต่สิ่งที่เห็นในการเดินครั้งนี้คือ

คนเกาหลี ใจดีและเป็นมิตรต่อผู้ที่มาถามทางมาก

คนเกาหลีชอบนักท่องเที่ยว ยิ้มแย้ม

มีสิทธิและคุณค่าเป็นของตัวเอง

ที่เห็นว่ารุนแรงคงเป็นมุมมองในแง่คนไทย มองคนเกาหลี

เท่านั้นเอง

........................................................................

เครื่องสำอาง

คนเกาหลีไม่สวย-ไม่หล่ออย่างที่ใครคิดไว้เลย

ภาพที่คนไทยมองคงมองธงชาติเกาหลี

ทะลุแสงจากทีวีหรือจอคอมเท่านั้นเอง

เครื่องสำอางจึงเป็นปัจจัยที่ธรรมดามากๆสำหรับคนเกาหลี

เรื่องความงาม คงเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความมีค่าในตัวตนจริงๆ

สำหรับผม เครื่องสำอางคงเป็นสิ่งที่ทำให้หนักขึ้นตอนโหลดของกลับไทย

เนื่องจากเพื่อนๆพี่ๆทั้งหลายแหล่ฝากซื้อกันเป็นหมื่นบาทเลยทีเดียว

................................................................................................

โซล-ปูซาน

กรุงโซลมหานครแห่งประเทศเกาหลีใต้

ปูซาน นครแห่งการค้าชายฝั่งทะเล

คำกล่าวนิยามนี้ผมคิดขึ้นเองใครจะเถียงก็คงไม่ได้

ปูซานที่คึกคักเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย โหวกเหวกโวยวายยามค่ำคืน

ย่านการค้า สีสันที่ละลานตา

โซล เมืองหลวงแห่งเศรษฐกิจ ศูนย์รวมวัฒนธรรมใหม่ และ เก่า

ความหวังของประเทศและสถานที่ท่องเที่ยว

ถ้าให้เทียบคงเหมือน โอซาก้า กับ โตเกียว

ถ้าใครรู้จักญี่ปุ่นคงนึกออก

เพราะปูซานกับโซลนั้นอยู่กันคนละทิศเลยหากเปรียบ

คงไกลและเหมือนกับ กรุงเทพ-เชียงใหม่

ถ้าคุณจะชอบแบบไหน?

แต่ผมเลือก ปูซานแหละครับ

..........................................................................

รถไฟ

ใกล้สุด30บาทไกลสุด50บาทแต่ผมไม่เคยขึ้นเกิน35บาทเลย

รถไฟที่เกาหลีถูกมาก และ มีโปรโมชั่นหากลงจากรถเมล์

ภายใน30นาทีมาต่อรถไฟ ขึ้นรถไฟฟรี

หันกลับมามองประเทศไทยที่จะให้ขึ้นรถเมล์ฟรีเว้นคัน

อะไรดูสมเหตุสมผลกว่า?

...................................................................

ตึกสูงเสียดฟ้า

การออกแบบที่ผิดหลัก วิทยาศาสตร์ สถาปนิก วิศวกรรมศาสตร์

อะไรทั้งหลายแหล่

อยู่ที่เกาหลี

ภูเขาสีเขียวขจีมีดอกเห็ดสีขาวมากมาย

ที่เรียกว่า

"ตึก"

สร้างบ้านบนภูเขาที่ลาดชัน35องศา

สร้างตึกสูง20ชั้นบนทางขึ้นภูเขา

เพราะประเทศเค้าไม่มีแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง

จึงกล้าที่จะสร้างเช่นนั้น

แต่ก็นะ

เห็นแล้วคิดว่าถ้ามีแผ่นดินไหวตึกในเกาหลีคงหายไปครึ่งนึงแน่ๆ

ผมเชื่ออย่างนั้น

.................................................................

เวลาในเกาหลี

เร็วกว่าไทย2ชั่วโมง

ผมปรับนาฬิกาในมือถือ

9วันที่ผ่านมาก็ไวพอกัน ณ ตรงนี้เวลา19.49วันที่23/7/08

ผ่านมาแล้ว 4 วัน

ผมกลับมานอนพักที่ไทย

รับรู้ว่าไทยนี่แหละดีที่สุด

รับรู้ว่าคนที่ผมไปหาคือคนที่อยากจะแต่งงานด้วยจริงๆ

ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะไปเกาหลีอีกหรือไม่

แต่ตอนนี้ผมคิดถึงเจ้าตะเกียบเหล็กที่ซื้อมาแล้วหล่ะ

edit @ 23 Jul 2008 20:16:02 by |ndevida|

edit @ 23 Jul 2008 20:17:36 by |ndevida|

2008/Jul/04

นี่สินะ โรงเรียนที่เราต้องมาเรียนทุกวัน

กว้างโคดๆเลย งี้จะหลงไหมเนี่ย

เพื่อนห้องใหม่จะเป็นยังไงบ้างนะ

.........................

"ตั้งแต่วันนั้นชีวิตก็เหมือนนิยายทั่วไป..."

...........................

ตัวผมเฝ้ามองกระดานที่ติดเอกสารหนึ่ง

"อยู่ห้อง9..."

"เห้ย !!? ห้อง9นี่มันเกือบบ๊วยนี่หว่า"

เพื่อนผมเข้ามาจากข้างหลังบอกว่า

"ไม่ใช่เว้ย ไอ้โง่ นั่นมันห้องปรับพื้นฐาน แล้วเค้าจะแยกห้องอีกทีนึง"

เพื่อนผมมันชื่อไอ้เบียร์บ้านมันอยู่ใกล้ๆผม

เลยรู้จักไว้ก่อน

มันพูดต่อ "เอ้าไปได้แล้วกูอยู่คนละห้องกับมึง อย่าโง่อีกหล่ะ"

ผมตอบ "เออ..."

เข้าไปในห้องมีน.ร.นั่งรออยู่จนเกือบเต็มแล้ว เนื้อที่ที่ให้นั่งก็มีน้อยเต็มทน

จนต้องนั่งไปก่อนเพราะอายที่เข้ามาทีหลัง

อาจารย์ที่อยู่หน้าห้องตะโกนตามหลังผมมา

"เธอที่พึ่งเข้ามาเอาหนังสือมารึเปล่า"

และนึกขึ้นได้ว่า

"ลืมครับ-*-"

คนที่อยู่ข้างๆก็เข้ามากระซิบใกล้ๆหูผม

"ดูกับเราก็ได้"

....................................

เธอชื่อ แพร เป็นเด็กผู้หญิงใส่แว่น คนนึงในสายตาผม

...................................

ผมตอบทันที

"ขอบใจนะ"

..........................

ทุกอย่างก็เริ่มต้น

...............................

ในช่วงเวลา2สัปดาห์ในการเรียนปรับพื้นฐาน

ผม สนิทกับเพื่อน2คน คือ แพร และ เมย์

เมย์เป็นคนน่ารักอัธยาศัยดี ในทางกลับกันแพรเป็นคนเงียบๆเรียนเก่ง

....................................

"เรารักโรงเรียนเรา เราเร่งเร้าในการเรียน

รับรู้ว่าครูเพียร เร่งการเรียนให้กับเรา"

นั่งท่องกลอนนี้ด้วยกัน

.....................................

กินข้าวด้วยกัน

.................................

ผมกับแพรกลับบ้านทางเดียวกัน

แต่ในทุกๆวันกลับไม่รู้สึกตัวเลย...

ว่า นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ทำด้วยกัน

..............................

ผมอยู่ห้อง5 ส่วนเขาอยู่ห้อง 1 และเมย์อยู่ห้อง8

ผมสนิทกับเพื่อนผู้ชาย

ทำให้ผมกลับ...ลืมเธอไป

แต่ทุกครั้งที่เห็นเธอผมก็พยายามหันไปมองละเรียกเธอ

แต่ไม่กล้า

.............................

เวลาผ่านไปอย่าง3ปีอย่างรวดเร็ว

เข้าสู่ม.ปลาย

ผมเข้าสายศิลป์-ญี่ปุ่นห้อง2 ส่วนแพรนั้นเข้าสายวิทย์-คณิต ห้อง12

เราก็ยังไม่ได้คุยกันอยู่ดี

............................

แต่ในวันหนึ่ง

ผมไปกินร้านอาหารในซอยใกล้ๆบ้าน

ตอนเดินออกมา

ผมเจอเธอต่อหน้าตรงๆ

ผมหลุดปากพูดไปว่า "แพร"

และหลบหน้าไป

เขาก็บอกว่า จำผมได้ เค้าอยู่ตรงแถวๆนี้เอง

..............................

แค่ประโยคนั้นทำให้ผมซื้อสเลอปี้ที่เซเว่นแถวนั้นแทบทุกวัน

แต่ก็ไม่เจอเธออีกเลย

...............................

วันนึงเพื่อนในห้องเอาประวัติที่ห้อง12ทำเอามาดู

วันนั้นผมได้รู้จักตัวเธอมากขึ้น

ขอโทษนะที่แอบดู

.................................

เวลาผ่านไปจนถึงเข้ามหาวิทยาลัย

ผมกลับร.ร.เก่าไปดูทุก3วันว่ามีใบประกาศติดยังว่าใครติดที่ไหน

จนพบว่า เธอติด บัญชี จุฬา ส่วนผมติด มนุด ญี่ปุ่น มศว

เวลาในมหาวิทยาลัยผ่านไปโดยที่มีสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตเข้ามา

และคนที่ผมรักที่สุด ตอนนี้ด้วย

.............................

ในวันนี้

6ปีผ่านไป

สถานที่เดิม เวลาเดิม ที่ร้านอาหารนั้น

ผมเจอเธออีกแล้ว

เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ

แต่เธอคงจำผมไม่ได้เพราะผมเปลี่ยนไปเยอะน่าดู

..............

แต่ว่านะ

มันก็ยังคงติดในความทรงจำ

ว่าคนคนนึงทำให้เรารู้จัก

"ความรัก"

edit @ 4 Jul 2008 20:19:54 by |ndevida|

2008/Jul/02

"มองไวท์บอร์ดไม่เห็นอะคับ"

ทำไม...?

ไม่เรียกไวท์บอร์ดว่า กระดานขาว

เหมือนกับกระดานดำนะ

เหตุผลคงจะเหมือนกับ

ทำไมต้องเรียกซีอิ้วขาวว่าขาว ทั้งๆที่มันดำ

คำตอบคือ เพราะมันดำน้อยกว่าซีอิ้วดำ หรือ มาจากถั่วเหลือง

เอาน่ะ ไม่รู้หรือขาดไปก็คงไม่มีใครลาจากโลกนี้ไปหรอก

............................

มองกระดานขาวไม่เห็น

การเรียนตกไป50%

ข้ออ้าง?

อ้างจิงคับ แต่ มองไม่เห็นจริงๆ

เลยไปตัดแว่น

...........................

...........................

โลกที่เคยมองว่าสวยงาม

กลับมีมุมมองที่สวยงามกว่าเก่า

ถอดแว่นออกมาก็เจอโลกใบเก่า

ใส่กลับไปใหม่ก็เจอโลกใบใหม่

แล้วก็ก้มหน้ายิ้ม....

...........................

ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆนะ

"มุมมอง"

หากไม่สังเกตดีๆ

ถึงพยายามเข้าใจแค่ไหน

ก็ยิ่งเหมือนหนีมันไปทุกขณะการค้นหา

เพราะมันอยู่.....

-------------------------------

ภายในตาของเราเอง

2008/Jun/21

ศึกษาศาสตร์แห่งความสุข

ศาสนาพุทธ,คริสต์

จิตวิทยา หนังสือA book

วิชาบูรณาการณ์ หนังสือปรัชญา

เข้าใจบ้าง

ไม่เข้าใจบ้าง

ตอนนี้มีความสุขมากๆ

ที่รู้สึกเหมือนทุกๆอย่างในชีวิต

เราสามารถควบคุมได้

การกระทำที่เคยปล่อยปะละเลย

ลดลงได้

ความสุขที่ได้พบปะกับคนอื่น

กล้าที่จะแสดงความคิด

มีอารมณ์ขันตลอดเวลาโดยไม่เสแสร้ง

การให้ที่ให้ด้วยสิ่งของ การกระทำหรือคำพูด

แต่รับด้วยจิตใจของเราเอง

รักที่มั่นคง

ความฝันที่มีหนทาง

ความไม่เข้าใจในความรัก ความฝันและชีวิต

หายไป

เพื่อนเก่าหรือทุกคนที่แอดมา

ที่ไม่เคยคุยแล้วสามารถกลับมาคุยได้เหมือนเดิม

พร้อมประสบการณ์ใหม่ๆ

ที่กำลังจะเข้ามา

เป็นไปอย่างถูกต้องตามเส้นทางที่คิดว่า

"ความฝันและความสุขอยู่ในเส้นทางเดียวกัน"

ที่เคยเขียนไว้

แต่....

สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองรึเปล่า

ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นการสร้างเพื่อปิดบัง

ความที่ไม่อยากมีความทุกข์รึเปล่า

ที่แม้แต่วัฒนธรรมที่มีน้ำใจของคนไทย

เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเอง

กลัวว่าสิ่งที่เป็นอยู่

สิ่งที่พอใจ

จะทำให้เราหลงระเริงจนทำให้ความสุขนี้ไม่กลับมาอีก

คิดมากจนเป็นทุกข์

พยายามสร้างกล่องขึ้นมาในความคิด

เพื่อเก็บความคิดเหล่านี้ไว้ตามหนังสือปรัชญา

แต่ไม่ดูเหมือนมันจะ"ใหญ่"เกินกล่อง...ใบนั้น

............................................

...............................

..................

..............

...........

........

.....

..

.

หยิบแก้วน้ำขึ้นมา

แล้วดื่มลงไป

วางแก้วลง ....

...รู้แล้วหล่ะ

ไม่ว่าความสุขที่คิดเองเพราะอ่านหนังสือ

หรือ ความสุขจริงๆ

สุดท้าย

มันก็คือ"ความสุข"

เท่านั้นเอง 

 

edit @ 21 Jun 2008 20:36:41 by |ndevida|

edit @ 21 Jun 2008 21:01:13 by |ndevida|

edit @ 21 Jun 2008 22:26:44 by |ndevida|

2008/Jun/19

ได้ยินจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

พูดถึงหนังสือเรื่องหนึ่ง

ไม่แน่ใจว่าชื่อเหมือนTitleรึเปล่า

เป็นหนังสือเชิงปรัชญา

ว่า คนอ่านไม่สามารถรับรู้ได้ว่า

คนเขียนต้องการสื่ออะไร

เพราะ คนเราเมื่ออ่านอะไรแล้ว

จะตีความตามประสบการณ์ที่ตัวเองเคยพบมา

เช่น เห็นรูปไก่โดนตัดคอ ก็ว่าป่าเถื่อน

แต่อีกมุมหนึ่งคนต่างจังหวัดก็กินเป็นอาหารทุกวันอยู่แล้ว

จับเอง เชือดเอง

ทำให้ในปัจจุบันความคิดเห็นจากการอ่าน

เป็นไปโดยประสบการณ์ของคนว่าจะตีความอย่างไร

และเล่าต่อกันไป ....จนทำให้ความจริงมีเพียงคนเขียนเท่านั้นที่รู้

.........................

กินแมวน้ำ คู่กับ ชาวขั้วโลกเหนือ

รณรงค์เรื่องแมวน้ำ FWD กันเป็นพันๆรอบ

ชาวขั้วโลกเหนือเขาก็กินแมวน้ำเหมือนกับเรากินวัวกินไก่

.........................

นั่นคือความจริง

เหมือนกับเราชมงานศิลปะจะเห็นว่างานนี้

เป็นภาพเด็กวาด หรือ จิตรกรเอกของโลก

อยู่ที่มุมมองของคน ตามประสบการณ์ที่ได้รับมา

..................................

กระดาษยังมี2หน้า คนเรามองก็มอง2ด้านเช่นกัน

แต่ในเมื่อเรามีหน้ากระดาษที่เขียนได้

ทำไมเราไม่เขียนให้คนอ่านรู้เลยหล่ะ

ว่าเราจะสื่ออะไร

 

edit @ 19 Jun 2008 00:29:06 by |ndevida|

2008/Jun/15

ความฝันความรักความจริง

ติดตรึงอยู่ในตัวตนที่ไม่มีวันมองเห็น

หลับตาลงยามค่ำคืน มองไม่เห็นสิ่งที่ต้องการไคว่คว้า

ใช้ชีวิตไปตามความรู้สึก

ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาตามกาลเวลา

รับรู้ความจริงได้ด้วยปลายนิ้วและการกระทำ

ความคิดเห็นต่างๆที่เก็บงำเอาไว้ในหัวสมอง

 ....................

ในวันที่ทุกๆอย่างเป็นใจ

ได้ยินเสียงเพลงๆหนึ่ง

จากห้องนอนชั้นบน

รีบวิ่งและเปิดประตูออกไป

ห้องที่เราคุ้นเคย

ในความรู้สึกที่ผ่อนคลาย

สิ่งต่างๆทั้งหมดคงจบลงที่ห้องนอนแห่งนี้

หยุดกาลเวลาเพียงชั่วครู่

สัมผัสได้แล้วหล่ะว่าเวลาหยุดไป

นอนลงเถอะนะ

ทุกๆอย่างจบลงแล้ว..........

2008/Jun/13

การได้เห็นคนอื่นมีความสุข แล้วมีความสุข

คือ สิ่งที่ดี

การได้รู้ว่าตัวเอง เห็นคนอื่นมีความสุข แล้วมีความสุข

คือ สิ่งที่ดีกว่า

การได้มีคนที่มีความสุขแล้วเรามีความสุข

คือ สิ่งที่ดีที่สุด

InDeViDaL กาลเวลาที่เลยผ่าน

 

edit @ 15 Jun 2008 14:30:38 by |ndevida|

2008/Jun/08

Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket

 

โดย วิสุทธิ์ พรนิมิตร

2008/Jun/03

สีเปลี่ยนไปสีตามการผสมของสี

ท้องฟ้ามืดและสว่างตามเวลาที่ผ่านไป

ผลลัพธ์เกิดขึ้นจากการบวกของตัวเลข

ใครหล่ะ จะห้ามสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เกิดได้

มันเป็นสิ่งที่ตายตัวอยู่แล้วหนิ

.............

แต่ มนุษย์ ไม่เป็นเช่นนั้น

............

ผมจะพูดคำว่า ติดแล้วครับ

กับคุณในตอนนี้คุณคง งงๆ ว่าพูดทำเพื่อ?

แต่กับคนที่มากมายที่กำลังรอผล

"แอดมิชชั่น"

คงมีค่ากว่าที่คุณฟังในตอนนี้อย่างแน่นอน

...........

หลายสถาณการณ์ที่เราเฝ้ารอคำๆนึง

ที่มีเพียง 3 คำตอบ คือ ดีใจ เฉยๆ และ เสียใจ

แต่ความรู้สึกก็ต่างกันเหลือเกิน

................

แต่ก็นะ

ลองคิดดู

คำที่คุณกำลังจะพูดตอนนี้

อาจไปเปิดสวิตช์ใคร รึเปล่า?

.........................

....................

............

.......

......

....

..

.

ใช่ เขาตายแล้ว ยินดีค่ะ เขาทิ้งกู ไปแล้ว ติดแล้วว้อย มีแฟนแล้วคับ ผมรักคุณ  ติดFสาด ยินดีด้วยครับ เป็นห่วงนะ คิดมาก จริงๆ ไม่ใช่หรอก 11โมงแล้ว ได้Aโว้ย ฝันดีนะ กินข้าวหรือยัง คุณผ่านครับ ที่ต้องตกรอบคือ...V15!! พรุ่งนี้ไม่มีเรียน กูเข้าใจ เลิกกันเถอะ นอนหลับให้สบายนะ น้ำมันราคาขึ้นอีกแล้ว แดกเหล้ากัน

edit @ 3 Jun 2008 17:53:11 by |ndevida|

2008/Jun/01

ในวันที่ท้องฟ้ามืดหม่น

เดินอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

และอีกครั้งที่ได้ยินบทสนทนาบทหนึ่ง

 .................

"เห้ย !! แกจะเลือกไปทางนั้นจิงหรอวะ"

"อืม เราตัดสินใจไว้แล้วอะ"

"แต่นั่นมันชีวิตของแกเลยนะเว้ย คิดดีๆถ้าผ่านจุดนี้ไปมันจะดีเอง"

"ไม่อะ เราคิดว่าทางเลือกนี้ดีที่สุดแล้ว เราจะเข้ามหาลัยตามเขาไป"

"โอเค แต่ถ้ามันทิ้งแก ถือว่า**เตือนแล้วนะ"

"อืม"

..................

ไร้สาระ?

สำคัญแค่ไหน?

กับสิ่งที่เป็นความหมายของชีวิต

ความฝัน ความจริง เรื่องที่ไม่อาจที่จะตัดสินใจ

เดินตามความฝันไป

วิ่งกลับมาที่เดิมแม้เวลาจะผ่านไป

เรื่องเหล่านี้....

แม้คำตอบมันจะมีอยู่ไม่กี่คำ

แต่การได้รู้ว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร....

อาจมีความหมายมากกว่า"คำ"2คำ

'ผมเชื่อ'