2009/Oct/17

ตอนตีหนึ่งของญี่ปุ่น

หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ

เปิดทีวีไว้อย่างไม่ตั้งใจ

ในตอนนั้นมีรายการเพลงอะไรผมจำไม่ได้

 

ชื่อศิลปินที่คุ้นตา

コブクロ kobukuro

ผมรู้จักดีในเพลง ここにしか咲かない花 - koko ni shika sakanai hana

แต่วันนี้เค้าไม่ได้มาร้องเพลงนั้น

เค้ามาในเพลง 赤い糸 - akai ito

แปลว่า ด้ายสีแดง

 

ด้วยเหตุที่ศัพท์ในเพลงไม่ยาก

หรือ จังหวะเพลง หรือ คำร้องมันกินใจ

ผมไม่ทราบ

แต่มันทำให้ผมร้องไห้ได้

ทำให้ผมย้อนไปหาใครสักคนที่ไทย

 

ก่อนหน้านี้ผมเขียนเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ 絆 - kizuna

http://indevidal.exteen.com/20060923/kizuna

ตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก

ความรักช่างสดใสและหอมหวานเหลือเกิน

ผมเชื่อเหลือเกินในสิ่งนั้น

แต่ตอนนี้กลับลืมไป ผมหัวเราะกับตัวเอง

รู้สึกเหมือนเป็นตลกร้ายเหลือเกิน...

 

สำหรับผม

เพลงนี้ฟังแล้วทำให้มีกำลังใจเหลือเกิน

กับเส้นทางที่รอคอยความรัก 

 

ผมอยากให้ทุกคนลองฟังเพลงนี้

ว่า มีแต่ผมคนเดียวรึเปล่าที่เป็นแบบนี้

 

2人ここではじめて会ったのが 2月前の今日だね

วันนี้สินะ วันที่เราสองคนมาเจอกันมาสองเดือนก่อน
キスの仕方さえまだ知らなかった 僕の最初のSweet girl friend

เพื่อนผู้หญิงแรกของผมที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้วิธีการจูบเลย
たわいもないささやかな記念日 にそっと記してた

วันครบรอบเล็กๆน้อยๆที่ดูไร้สาระ ผมก็ยังเขียนไว้ในปฏิทิน
「今日何の日だっけ?」ってたずねると 少し戸惑って答えた
พอถามไปว่า  วันนี้วันอะไรกันนะ ?”
「前の彼氏の誕生日だ」と笑って答える 笑顔 はがゆい

เธอก็ตอบอย่างเขินๆ ว่า วันเกิดของแฟนเก่าน่ะและหัวเราะออกมา
そんな話は耳をふさぎたくなるんだよ 確かに

เรื่องแบบนี้แน่นอนว่า ไม่น่าฟังเลยสินะ
君が彼といた3年の 想い出にはまだかなわない

ความทรงจำที่เธออยู่กับเขา สามปีนั้น ยังไม่เปลี่ยนไปเลย
それでもこんなに好きなのに すれ違いの数が多すぎて
ถึงอย่างนั้น ทั้งๆที่ยังชอบอยู่ แต่เราก็แทบไม่ได้เจอกันเลย
心のわぬ やりとりばかり これ以上くり返すよりも

เพียงแค่หัวใจที่เชื่อมไม่ถึงกันสองดวง  จึงดีกว่าที่ผมยังไม่หวนกลับไปหาคุณ
あなたの心が 答え出すまで このまま2人会わない

จนกว่าหัวใจของคุณจะตอบออกมา เราสองคนยังไม่เจอกันแบบนี้คงจะดีกว่า
それが明日でも 5年先でも いつでもここで待ってるから

เพราะอย่างนั้น ไม่ว่าจะ ห้าปีก่อนหน้านี้หรือพรุ่งนี้ก็ตาม ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็จะรออยู่ตรงนี้  
約束しようよ そして2人 心に赤い糸をしっかり結んで
ผมสัญญาเลยและหัวใจของเราสองคน จะมีด้ายสีแดงผูกมัดไว้อย่างแน่นหนา
あの頃つぼみだった花はもう あでやかな色をつけた

ดอกไม้ตูมในตอนนั้น ตอนนี้ได้มีสีสันที่สวยงามแล้ว
秋がてた 今の僕をしている
ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านพ้นไป หน้าหนาวก้าวเข้ามาแทนที่ ผมจะเก็บภาพความทรงจำนี้ไว้
時間ばかりが無情にも過ぎ 途方れる まぶたの

เพียงแค่เวลาเท่านั้นที่ทำให้ไร้ซึ่งความรู้สึก  ถึงเวลาสิ้นสุดแล้ว
他の誰かと歩く君の姿かんで・・・

ด้านหลังของเปลือกตา มีภาพเธอที่เดินอยู่กับใครสักลอยขึ้นมา
もう2度と会えないような気がしてた

รู้สึกว่าเราคงจะไม่ได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว
いっそ会わずにいようかとも

ผมรู้สึกว่าหากเราไม่เจอกันคงจะดีกว่า
はりさける胸押さえながら 信じてきたその答えが今

ถึงแม้ที่ข้างในใจจะเจ็บปวด ตอนนั้นผมก็ยังเชื่อมั่นในคำตอบของผม
「会ってくれますか?」とあなたの手紙 いつわりのない言葉たちが

มาเจอกันไหมจดหมายของเธอที่ไร้ซึ่งถ้อยคำโกหก
あふれた涙でにじんでゆくよ あの場所へむかえに行くから

มุ่งไปที่สถานที่นัดด้วยน้ำตาที่นองหน้า
泣かないでおくれ 今日は2人の1年目の記念日だから

หยุดร้องไห้เถอะ วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่ของเราสองคนนะ
お祝いしようよ 強く結んだ 糸がほどけずにいた事も
ไปฉลองกันเถอะ ด้ายที่พันอย่างแน่นหนาจากอดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้
愛されることを望むばかりで 信じることを忘れないで

เพียงแค่หวังให้ได้รับความรัก และ ไม่ลืมในสิ่งที่เชื่อ
ゴールの見えない旅でもいい

ถึงแม้เป็นการเดินทางที่มองไม่เห็นจุดจบก็ตาม
愛する人と 信じる道を さあゆっくりと歩こう

เส้นทางที่จะเชื่อในความรัก  เรามาค่อยๆเดินไปด้วยกันนะ !!

edit @ 17 Oct 2009 14:15:02 by |ndevida|

edit @ 17 Oct 2009 14:17:19 by |ndevida|

edit @ 17 Oct 2009 14:18:59 by |ndevida|

edit @ 17 Oct 2009 17:42:24 by |ndevida|

edit @ 20 Oct 2009 19:52:34 by |ndevida|

2009/Oct/05

คำถาม:

ร่างกายมนุษย์มีอุณหภูมิเท่ากันหมด

แต่ทำไมมือบางคนถึงได้อบอุ่น

มือบางคนกลับเยือก

เย็น ระหว่างมือและหัวใจมีเส้นลึกลับเชื่อมต่อหรือ??

 

คำตอบ:

หัวใจ

ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปที่ร่างกาย

ที่ข้อมือมีเส้นเลือดใหญ่อยู่

นแต่ละข้อนิ้วและฝ่ามือมีเส้นเลือดฝอย

อุณหภูมิ ของเลือดขึ้นอยู่กับ

ปริมาณไขมันและสภาพร่างกาย

ดังนั้น หัวใจทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นกับมือ

แต่เมื่อมือทั้งสองสัมผัสกับอีกสองมือ

มือเองก็ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นกับหัวใจเช่นเดียวกัน

 

 ..............................

.........................

และ 

หัวใจที่รอคอยใครบางคน

ก็มีฝ่ามือที่อบอุ่น

แม้ไม่ต้องสัมผัสถึง

ก็ยังจดจำ ความอบอุ่น 

 

.........................

..................... 

อย่างนั้นสินะ

คนบางคน

edit @ 5 Oct 2009 23:04:18 by |ndevida|

2009/Oct/02

นอนไม่หลับ

 

ถึงแล้วดินแดนแห่งท้องฟ้าแห่งแรกของโลก

 

สนามบินที่ไม่มีผืนแผ่นดินให้ความกล้าได้ลงถิ่น

 

มหาวิทยาลัยที่ไม่มีช่องว่างให้ว่างสักนาที

 

ในคืนแรกที่บนเครื่องบินผมนอนไม่หลับ

 

ข่มตานอน ก็ไม่หลับ สวดมนต์ ทำจิตสบายๆยังไงก็ไม่หลับ

 

ผมเป็นอย่างนี้ทุกทีที่ขึ้นเครื่องบิน

 

แม้มันจะเป็นสิ่งที่อาจจะชินแล้วสำหรับผมกับการขึ้นเครื่องบิน

 

แต่สิ่งที่ชินก็ยังทำร้ายตัวเองเหมือนเคย

 

และ หลังจากทำภารกิจอันหนักหน่วงในวันแรกเสร็จ ซึ่งผมยังไม่เล่าว่าเป็นอะไร

 

เอนตัวลงนอนในที่นอนที่นุ่ม นอน นอน และ นอน

 

นอนไม่หลับ

 

มันรู้สึกอึดอัดในใจ รู้สึกว่างเปล่าให้หัวใจ รู้สึกขาดที่พึ่ง

 

ไม่มีน้ำตา ไม่รู้สึกเศร้า

 

ผมเหงา

 

ผมเดินออกไปข้างนอกลมโกรกเย็นราวสิบห้าองศา

 

วินาทีนั้นอยากกระโดดลงไปให้ตายจนความรู้สึกนี้หายไปเลย

 

ตายจนไม่เหลือซากความรู้สึก

 

แย่ รู้สึกแย่มากๆ ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่าจะรู้สึกอะไรแบบนี้

 

ผมเกลียดตัวเอง

 

ที่คิดถึงทุกคนที่อยู่ประเทศไทย

 

เสียงของทุกคนที่อยู่ที่ไทย

 

…………….

 

…………

 

……

 

ผมคนที่นอนไม่หลับ

 

Homesick

 

12.37 2/10/09

--------------- คืนนั้นผมกินคอเฟนีลามีนเพิ่อที่จะให้นอนหลับ ไปสองเม็ด.... 

2009/Sep/21

"เป็นไปได้ใครจะอยากชอบคนที่ไม่ได้ชอบเรา"

 

ชอบดารา นักร้อง แต่ก็อยากชอบอะทำไงได้

ชอบคนที่มีแฟนแล้ว

 

สิ่งตอบแทนที่ได้รับต่อความรู้สึกดีๆที่เราให้คือ

"ความรู้สึกตื้นตันที่อยู่ในใจเป็นรางวัลที่ตีมูลค่าไม่ได้โดยไม่มีสิ่งไหนมาทดแทนได้เลย"

 

หากแต่ 

 

จิตใจที่มีเหตุผลเหนือความรู้สึก

รับรู้ความจริงที่อยู่เบื้องหน้า

ตัดสินใจและทำ

 

สติที่คอยดูแลไม่ให้ความรู้สึกมีผลเหนือเหตุผล 

 

แต่ แบบนี้ดีแล้วหรือ

การให้สมองบังคับหัวใจ

และ กักขังเอาไว้ให้หัวใจรอคนคนนั้นกลับมา

 

เฟ้นหาคนอื่นที่ใช่ต้อนรับสิ่งใหม่เข้ามาโดยใช้สมองเลือก

แต่หัวใจยังรอที่เดิม

 

สุดท้าย 

 

 หัวใจที่ถูกกักขังไม่ใช่ดวงเดิม และคนเดิมที่จะกลับมาก็ไม่ใช่คนเดิมเช่นกัน

 

At Least , I have a Love but, Love in my brain not my heart / -

 

Everlasting - 

 

 

edit @ 21 Sep 2009 22:19:16 by |ndevida|

edit @ 21 Sep 2009 22:27:42 by |ndevida|

2009/Aug/05

ราตรีสวัสดิ์ - ฟักกลิ้งฮีโร่

 

 

วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง
นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน
เวลาเค้ายืนเค้าแนบปืนกลไว้ข้างกาย
ทั้งที่เค้าไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน
แต่เป็นอีกคืนที่เค้าต้องออกลาดตระเวน
เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบผู้รักตัวเอง น้อยกว่าชนในชาติไทย

เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร
ในขณะนั้น ผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตี
เสียงปืน ดังสนั่นตอนเวลาเลยเที่ยงคืนกว่า
เสียงระเบิดดังก้องกึกไปทั่วทั้งป่า
พร้อมเสียงกระสุนปืนทะลุตัวจ่า
เค้ารีบยกปืนกลข้างกายประทับบ่า
ในขณะที่ยิงสวนไปเค้าคิดแต่ว่า
ถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของชีวิต
เค้าก็ยินดีที่จะสละทุกอย่างด้วยยศอันน้อยนิด
ขอเพียงคนในชาติได้หลับสบาย เค้าจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนฝากเพลงนี้มาให้

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน

ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น
ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง
คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬา
คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา
คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง
ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง
ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก.
ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช.
และยังไม่มีตอนจบของนิทาน
มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ
เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา
มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา
เขาตายเพื่อคนในชาติได้หลับสบาย
เขาจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนฝากเพลงนี้มาให้

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน
ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง
หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว

2009/Jul/13

ผมเป็นคนขี้ลืม

มักจะลืม

และไม่สนใจในสิ่งรอบข้าง เท่าไหร่

หรือเรียกว่าไม่ค่อยมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว

แต่

มักจะจำได้ดีในเรื่องที่ผ่านไปนานแล้ว

เช่น บทเรียนในบทที่แล้ว การสอบที่ผ่านไปแล้ว เรื่องราวเก่าๆ

อีกหนึ่งคน

มักจะจำได้ดีในสิ่งที่เรียนรู้ขณะนั้น

สนใจอะไรรอบตัวได้ง่าย

ถูกชักจูงจากสิ่งเร้ารอบตัวได้ง่าย

นี่ก็ไม่มีสติเหมือนกัน

แต่

มักจะลืมในสิ่งที่เลยผ่านไป

หากไม่ได้ใช้หรือไม่ได้ท่อง

............................

ผมพูดทำไม?

สรุปคือ

มีคนสองคนที่ต่างกันคือ

หนึ่งคน ความจำระยะสั้นไม่ดี ความจำระยะยาวดี

อีกหนึ่งคน ความจำระยะสั้นดี ความจำระยะยาวไม่ดี

..........................

ดังนั้น จึงมีคนนึงลืมแต่อีกคนจำได้

และ ถ้าผ่านไป จะมีอีกคนจำได้แต่อีกคนลืม

...........................

เพราะพระเจ้าไม่ได้สร้างให้คนทุกคนเกิดมาเหมือนกันทั้งหมด

มนุษย์เลือกที่จะใช้ชีวิตโดยที่มีรายละเอียดมากมายมากกว่า เกิด อยู่รอด ผสมพันธุ์ ตาย

สิ่งที่เรียกว่า "ความจำ"

ใช้ในการชี้วัดอะไรหลายๆอย่างในชีวิต ความฉลาด ความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ

แต่ คนสองคน มุมมองก็ต่างในกันในเรื่องความจำ ว่า แบบตัวเอง "ดีกว่า"

มุมมองด้านต่างๆก็ต่างกันไป

และหันมามองหน้ากัน

เห็นถึงหน้าตาที่ปรากฎอยู่ภายนอก

รับรู้ถึงความรู้สึกภายใน

ลงลึกลงไปถึงจิตใจ

ย้อนกลับเข้ามาในหัวเรา

ว่า

เป็นอย่างไร

สมองประมวลความคิดที่ตอบโต้

ประสาทสั่งการ

ปากขยับ

ปอดส่งลมออกไปทางช่องปาก

และ

"ทะเลาะกัน"

................................... 

แม้มองในด้านที่แตกต่างกัน

แต่อยากให้รู้ไว้จริงๆ

ว่า

เรามองสิ่งเดียวกันอยู่นะ

คนที่ผมรัก

2009/Jun/22

วันที่ 17/7/2008

 ผมกลับจากประเทศเกาหลี

หลังจากไปเยี่ยมคนคนหนึ่ง

สิ่งที่ผมจะพูดถึงนั้น

ไม่ได้พูดถึงคนที่ไปเยี่ยม

ความสนุกของการเดินทาง

หรือแม้แต่สิ่งประทับใจ

แต่เป็น

ของฝากชิ้นหนึ่ง

ที่ซ่อนตัวอยู่ในกระเป๋าเดินทางของผม

และถูกรื้อออกมา แต่ไม่ได้ใช้เก็บไว้ในส่วนลึกสุดของตู้เย็น

"ฮันจังทึล"

มันเป็นพริกชนิดหนึ่งที่ใส่ในบิบิมบับอาหารชนิดหนึ่งของเกาหลี

พริกชนิดนี้เป็นส่วนประกอบมากมายในอาหารเกาหลี

ซึ่งเปรียบก็คงเหมือนกับ น้ำปลาบ้านเรา

ที่อาหารไหนเป็นอาหารไทย คงต้องมีกลิ่นน้ำปลาอย่างแน่นอน

อาหารจีนก็คงเป็นเต้าเจี้ยว

อาหารญี่ปุ่นก็คงเป็น โชยุ

อาหารอิตาเลี่ยนคงเป็น ชีส

และอื่นๆ

กลิ่นเหล่านี้เปรียบเสมือนตัวแทนประจำชาติที่ตัวเองมักจะไม่รู้ว่ามีกลิ่นเช่นนี้

แต่จะรู้สึกเมื่อเราจากมันไป...

คนไทยกลับมาบ้านเกิด แค่ลงที่สนามบิน บางทีอาจได้กลิ่นน้ำปลาลอยมาก็ได้

คนญี่ปุ่นคงรัก มิโซะและโชยุของเขาเหมือนพ่อกับแม่ ที่ตอนกินไม่รู้สึกสำคัญแต่รู้สึกเมื่อห่างเหิน

ผมแกะพริกบิบิมบับนั้นให้พ่อลองชิม

และลองผัดข้าวให้กินสักชาม

ข้าวผัดร้อนสีแดงฉานตั้งอยู่ข้างหน้า และเข้าปากพ่อ

พ่อบอกว่า "นี่มันเต้าเจี้ยวละว้า"

ตอนนั้นผมสวนทันที "น้ำพริกใช้ทำอาหารเกาหลีต่างหาก เต้าเจี้ยวมันอีกแบบ"

..........................

ตอนนั้นผมรู้ว่า ความสำคัญของของฝาก

ที่ให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศโดยกลิ่น

ไม่สื่อถึงโดยคนที่ไม่สัมผัสมัน

.................................

เวลาผ่านไป

วันนี้ 22/6/2009

เกือบ1ปี

พ่อกลับมาจากการดูงานที่สิงค์โปร์

หลังจากกลับมาพ่อทำข้าวมันไก่(ทั้งตัว)ให้กิน

และพ่อบอกว่า "เนี่ยสไตล์สิงค์โปร์เลยนะ"

และขึ้นไปข้างบนให้ผมกินอยู่ข้างล่าง

น้ำจิ้มสีแดงชวนให้ลองกินตั้งอยู่ข้างหน้า

ผมคิดในใจ "ไอ้นี้นี่ต้องเป็นน้ำจิ้มกินคู่กับไก่สไตล์สิงค์โปร์ชัวร์"

ผมลองจิ้มดูและกิน พบว่า มันอร่อยใช้ได้เลย

พ่อลงมาถาม "เป็นไงอร่อยไหม...อะ รู้ไหมไอ้น้ำจิ้มนี่อะไร"

ผมตอบทันที "เต้าเจี้ยวไง..."

พ่อหัวเราะและบอกทันที "อันนี้ที่คมบอกว่าเป็นพริกเกาหลีนั่นน่ะ"

ผมเงียบ

ทุกอย่างตึง

สงบในตัวผม

ระลึกเข้าใจ

ยอมรับ

และฝืนกินไปให้หมด พร้อมน้ำตาคลอเบ้า

.....................

ไม่ลืมแต่เหมือนลืม จำแต่เหมือนไม่จำ

กลิ่นที่ไม่ติดจมูกไม่หวนคืนเมื่อลิ้มรส

เพียงเวลานั้นอยากจำไม่ใช่เพราะรสมันดี แต่ความทรงจำ

มันย้อนให้นึกว่า

"มันคืออะไร"

ความทรงจำลืมไปนานแค่ไหน

ถึงได้ลืมรสของมัน

"ว่าคืออะไร?"

 

 

 

 

 

2009/May/21

หลุมเปิดเรื่องมาที่รั้วบ้านสองหลัง

ที่อยู่ติดกัน มีเด็กชายหน้าตาธรรมดา

ยืนจ้องหน้าเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้ม

ตรงกลางระหว่างทั้งสองเป็นกำแพงอิฐที่อยู่ระดับสายตา

ทว่า มีลูกกรงทอดตัวไปสูงลิบ

หมายความว่าทั้งคู่ไม่มีทางปีนข้ามไปเล่นด้วยกันได้

ทั้งสองเริ่มคุยกัน เล่นกัน ยิ้มให้กัน หัวเราะด้วยกันบ่อยขึ้น

ทุกวัน ทุกวัน

กระทั่งวันหนึ่งเด็กผู้หญิงจึงพูดมาว่า

"ถ้าเราสองคนได้ข้ามไปเล่นฝั่งเดียวกันคงจะมีความสุข และสนุกกว่ายืนคุยอย่างนี้"

เด็กชายเห็นด้วย

เด็กหญิงจึงเสนอให้ทั้งคู่ช่วยกันขุดหลุมลงไปเพื่อจะได้เจอกันข้างล่าง

เมื่อทั้งคู่เห็นดีจึงเริ่มลงมือขุด ขุด ขุด ขุด และ ขุด

วันคืนผ่านไปเด็กชายยังไม่ลดละทั้งๆที่เหนื่อยจนแทบหมดแรง

แต่ก็ไม่ท้อ

เพราะรู้ว่ามีเด็กผู้หญิงรออยู่อีกฝั่งหนึ่ง

แต่ยิ่งขุดลึกลงไป

เขายิ่งพบว่าเสียงของอีกฝั่งหนึ่งหายไป

สุดท้ายจึงตะโกนเรียกเด็กผู้หญิง

แต่เสียงที่ตอบกลับเขามาเป็นเสียงที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยิน

"ฉันเลิกเล่นแล้วนะ"

เขาจึงได้รู้ว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่ขุดหลุมลงมาจนลึกขนาดนี้

อีกฝั่งนั้นเธอไม่ได้จริงจังกับการขุดหลุมเพื่อจะเชื่อมทางเดินมาเจอกัน

เลยสักนิด

เมื่ออยากเลิกเล่นเธอจึงเดินจากไปอย่างง่ายดาย

ต่างจากเขาที่แม้ตะกุยตะกายสักแค่ไหน

ก็ไม่สามารถที่จะขึ้นจากหลุมที่เขาขุดได้

ใช่ - เขาขุดหลุมลงมาลึกเกินไปแล้ว

เขาได้แต่นั่งอยู่เดียวดาย

ในหลุมนั้น

หลุมที่อีกฝั่งไม่มีคนช่วยขุดอีกต่อไป

" สิ่งที่โหดร้ายที่สุดของหลุมนี้ไม่ใช่ความเหงา ไม่ใช่ความหนาว ไม่ใช่ความสับสน

หรือความเศร้า แต่มันคือความทรงจำดีๆต่างหาก ที่คอยดึงเขาไว้ไม่ให้ขึ้นจาก' หลุม' นี้ไปได้ "

มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 15-21 พ.ค. หน้าที่51 ผู้เขียน ' นิ้วกลม' แนะนำหนังสือชื่อ หลุม

...................................................

"หลุม" หนังสือที่จุดจบเศร้าและวังเวง

ชวนหดหู่

แต่ในบทความของนิ้วกลมนั้น

กลับมีแสงอยู่ที่ปากหลุมนั้น

ว่า พลังแห่งความสิ้นหวังแห่งความรัก นั้น มีพลังพอๆกัน หรือมากกว่า พลังแห่งความรักปกติด้วยซ้ำ

เพราะ อย่างน้อยหนังสือ "หลุม"

ก็เกิดขึ้นจาก การสิ้นหวังในความรัก หากสมหวังในความรัก

คงไม่เกิดหนังสือเล่มนี้

ผู้เขียน"หลุม" ใช้นามปากกาว่า กองโต

ทำหนังสือออกมาด้วยทุนตนเอง แต่เรียกว่าเป็นหนังสือทำมือที่ดูดีและเหมือนหนังสือปกติได้เลย

แต่ปัจจุบัน เขาย้ายตัวเองออกจากหลุมไปเขียนคอลัมน์ของนิตยสารอะเดย์

ได้เป็นนักเขียนสมใจ

เป็นความหวังที่เริ่มจากความผิดหวัง

............................................

ช่วงนี้อ่านอะไรมันก็คิดไปหมด

แต่

แสงสว่างของหลุมของผม

ไม่ใช่ทางออกเดิม

แต่เป็นการขุดไปเด็กผู้หญิงเพื่อหาแสงสว่าง

และ เรียนรู้ที่จะอยู่กับการขุด

โดยไม่คิดถึงเป้าหมายที่หวังไว้

เท่านั้นเอง

edit @ 21 May 2009 22:15:16 by |ndevida|

2009/May/15

วันที่น่าเบื่อ

เปิดเพลงเดิม

เล่มเกมเดิม

เปิดเวปเดิม

กิจกรรมเดิม

และตอนบ่าย 2 โมง ตั้งปนิธานและลุกออกไป

กะว่าจะไปดูหนัง

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย

เดินออกจากบ้านย่ำพื้นที่เฉอะแฉะออกไป

นั่งรถไปอนุสาวรีย์

ระหว่างนั้น ส่งเมจเซจไปหาคนคนนึง

และชวนเค้าไปกินข้าวด้วย

เมื่อถึงอนุสาวรีย์เดินตรงไปทางBTSเพื่อจะไปดูหนัง

แต่เห็นป้าย นิทรรศการศิลปะ ที่ หอศิลป์กรุงเทพ

นึกขึ้นได้ว่าจะต้องไปดู เลยเปลี่ยนแพลน กระทันหัน

ไปดูงานศิลปะแทน

เดินดูตั้งแต่4โมงเย็น จนถึง 2ทุ่ม

ออกมาช่างรู้สึกว่ากรุงเทพนี่มันเร่งรีบเหลือเกิน

4 ชั่วโมงที่อยู่ในหอศิลป์ เวลาเดินไปช้าๆ ให้เราได้พิจารณาแต่ละสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเรา

ไป ที่อนุสาวรีย์ เพื่อไปกินข้าวกับ "เค้า" คนที่ผมคิดเรื่องเค้ามากที่สุดในช่วงนี้

เจอหน้าครั้งแรกหลังจาก บวช เสร็จ

ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ

ผมก้มหน้าลงเพื่อทบทวนอะไรบางอย่าง

คิดวิตกกังวล

ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

กินข้าวก็ปกติ

คุยก็ปกติ

กริยาก็ปกติ

ใจก็ปกติ

แต่ เจ็บจากข้างใน

เจ็บเหลือเกิน

แม้ใครจะตายไปบนโลกนี้

ก็ เข้าใจ

 

แต่กับเธอ

ผมไม่อยากเสียเธอไปจริงๆ

...................

เหมือนกับฝุ่นที่รอวันปลิว

ความรู้สึก ณ ขณะนี้ ผ่านไปก็เป็นแค่ตัวหนังสือที่พิมพ์ทิ้งไว้

แต่ความรู้สึกนี้

มันฝังใจจนยากจะลืมจริงๆ

ใบหน้าไร้ความรู้สึก

แต่

ใจ...

มันร้องไห้อยู่ข้างใน

ผมจะทำไงดี...

edit @ 21 May 2009 20:57:32 by |ndevida|

2009/May/09

เคยไหม

กับความรู้สึกที่จะสูญเสียบางอย่างไป

แล้วเสียใจ

นั่นเป็นเรื่องปกติ

........

กับความทุกข์ที่แต่ละอย่างเปลี่ยนไป

อนิจจัง ทุกสิ่งเปลี่ยไปเสมอ

ทุกขัง ความเป็นทุกข์ที่เกิดจากสิ่งนั้น

อนัตตา ไม่มีสิ่งใดเป็นของเรา

..........

ผมรักเขา

รักจากหัวใจ

ในวันที่เสียเขาไป

หลังจากที่คบกัน2 ปี 3เดือน 11 วัน

และดูเหมือนว่า

ผมจะไม่อยู่หัวใจของเค้าอีกต่อไป

ผมบวช

ทำความเข้าใจ

ความรักแห่งกิเลศ

ที่ต่างกับ ความรักที่เรียกว่าความเมตตา

แต่มีสิ่งหนึ่ง

ที่ดึงรั้งเอาไว้

ไม่ให้คิดได้

ว่าการเสียเธอไปเป็นเรื่องธรรมดา

..................

วันสึก วันที่ 6 พฤษภาคม 2552

เวลา 8.49 นาที เริ่มพิธี

หลวงพ่อบอกว่า

หากจะขอพรอะไรให้เดินไปทางทิศที่บอกไว้ในฤกษ์

หลังจากออกจากหอสวดมนต์

หนึ่งคือ บุคคลที่ไม่เชื่อในเรื่องบาปบุญ และ ความเชื่อที่อยู่เหนือเหตุผล

ตามหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า

หนึ่งคือ ผมเอง แต่อธิฐานและตั้งมั่นว่าชีวิตนี้จะเป็นอย่างไร

สิ่งนั้นคือ

"จะไม่เจ้าชู้และไม่มีผู้หญิงคนอื่นนอกจากมันส์"

คำสุดท้ายคือคนที่ผมเสียเธอไป

11.21นาที

ผมโทรหาเธอ และ เธอบอกกับผมว่า เธอไม่เหลือความรู้สึกดีๆให้ผมแล้ว

และ อย่าให้ความเป็นเพื่อนขาดหาย

....................

ทุกอย่างที่มีเหตุผลไม่สามารถที่จะแบกรับความรู้สึกนี้ได้

ผมเสียเธอไปจริงๆ

และมันต่างออกไป

จะให้ผมทำใจว่าเป็นเพื่อนกันผมกลับทำไม่ได้

ความรักที่บริสุทธิ์และความรักที่ให้ได้เสมอ ที่มีเหตุผลผมทำไม่ได้

...................

ตอนนี้ผมเข้าใจ

ผมมันคนเห็นแก่ตัว

แต่ผมรักเธอได้คนเดียวจริงๆ

แม้ว่าเป็นผลของความตั้งมั่นหลังจากเพิ่งลาสิกขาจากความเป็นสงฆ์

แต่ความหมายของคำว่ารักของผมนั้น

มันรักเธอคนนั้น

ได้เพียงคนเดียวจริงๆ

แต่หากไม่ได้คบกับเธอ

ผมก็คงต้องแหงนหน้ามองฟ้า

แล้วเดินต่อไปในเส้นทาง

พร้อมกับมีเธอในหัวใจ

เพียงคนเดียว

ผมรักเธอจริงๆ

edit @ 9 May 2009 17:47:17 by |ndevida|

edit @ 9 May 2009 17:50:21 by |ndevida|