2010/Aug/15

ผม สทาคม ม่วงนา ชื่อเล่นชื่อ คม

มาจากประเทศไทย

การมาญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นครั้งที่ สาม ของผม

โดยสองครั้งก่อนหน้านี้ได้ไปโดยทุนของ unesco และ ทุนส่วนตัว

ในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระยะสั้นๆตอน ม ปลาย

แต่ครั้งนี้ได้แตกต่างออกไป 

หลังจากที่ผมจบจาก ม ปลาย

ด้วยความหวังอยากที่จะเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อในระดับมหาวิทยาลัย

จึงเข้ามหาวิทยาลัยและได้มาที่นี่

 ............................................

ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงประเทศญี่ปุ่น

ด้วยความหวังอยากที่จะพัฒนาความรู้ภาษาญี่ปุ่น

เพราะความคิดที่ว่า สิ่งสำคัญในการเรียนภาษาคือ "การใช้จริง" 

เนื่องจากตัวผมเองก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่น เวลาจะพูดอะไรออกมาจะต้องสร้างรูปประโยค

และ จะต้องนึกถึงความถูกต้องทางไวยกรณ์ ทำให้ใช้เวลาในการพูดแต่ละประโยค

แต่เราจะลดเวลาตรงนั้นได้อย่างไร?

ผมคิดว่า การใช้ซ้ำๆ การทดลองใช้ การคิดและพูดออกมา

จากนั้นจึง สังเกตการลักษณะการพูด การใช้คำ การใช้ไวยกรณ์ของคนญี่ปุ่น

และทดลองเลียนแบบดู

หากมีคำที่ไม่เข้าใจก็ลองถามหรือเปิดพจนานุกรม

จึงจะสามารถเห็นผลได้ครับ

............................................................................

ผ่านไปเกือบหนึ่งปี 

หากมองจากตัวผมเอง บอกตรงๆว่าไม่รู้สึกว่า 

"เรามาญี่ปุ่น เราเปลี่ยนไปแล้วนะ เราพูดได้หมดแล้วนะ เราสื่อสารได้หมดแล้วนะ"

เพราะประโยคหรือคำที่ไม่เข้าใจก็มีบ้าง

แต่ หากเทียบตั้งแต่ก่อนมาญี่ปุ่น

ก็รู้สึกว่า คำศัพท์ที่เราได้เรียนรู้ บทเรียนที่เราได้เรียน

ได้ถูกนำออกมาจากสมองและได้ใช้จริง

เช่น ได้ไปทัศนศึกษาที่เกียวโตก็ได้ไปเห็นสถานที่จริง

ที่ได้เรียนในวิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

เวลาแนะนำประเทศตัวเองอย่างเป็นทางการ

ก็ได้ใช้คำศัพท์ที่ได้เรียนในวิชา ภาษาญี่ปุ่นท่องเที่ยว และอื่นๆ

..............................................................................

นอกจากความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นแล้ว

จากการที่ได้มาที่ประเทศญี่ปุ่นยังได้เรียนรู้"สังคมญี่ปุ่น"

โดยเฉพาะการที่ได้มาเรียนที่ มหาวิทยาลัยการศึกษานารุโตะแห่งนี้

ที่นักศึกษาต่างชาติจำเป็นต้องอยู่รวมกับนักศึกษาญี่ปุ่นในหอเดียวกัน

และมีห้องครัว ห้องอาบน้ำ เครื่องซักผ้า ที่ต้องใช้ร่วมกัน

ทำให้มีโอกาสที่จะได้สนทนากับคนญี่ปุ่น และ มีโอกาสได้สังเกต

การใช้ชีวิตและแนวคิดของคนญี่ปุ่นต่อสิ่งต่างๆ

และสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่าได้เรียนรู้จากการอยู่ในสังคมญี่ปุ่นนั้นคือ

"การอ่านอารมณ์คน"

ก่อนมาที่ญี่ปุ่นผมได้เรียนเรื่อง "สำนึกภายนอก" และ "ใจจริง" ของคนญี่ปุ่น

ผมก็คิดว่า ทำไมคนญี่ปุ่นมีอะไรไม่พูดตรงๆ ต้องพูดอ้อมไปอ้อมมา

จนบางครั้งเหมือนกับเป็น คนโกหก

แต่หลังจากมาสัมผัสกับสังคมญี่ปุ่นจริงๆ

ก็เข้าใจ และคิดว่า ทั้งสองอย่างที่กล่าวไปนั้น สำคัญจริงๆในการดำรงชีวิต

เพราะในบางสถารณการณ์เราจำเป็นต้องอ่านให้ออกว่า

หากเราพูดและแสดงการกระทำแบบไหนอีกฝ่ายถึงจะพึงพอใจ

อีกฝ่ายอยากได้คำชมแบบไหน และ กำลังคิดอะไรอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่สนิท

เช่น เวลากินอาหารที่เพื่อนทำมาให้ด้วยน้ำใจ 

ก็ควรที่จะชมในส่วนที่ดี เพื่อให้อีกฝ่ายพึงพอใจต่อคำพูดเรา

และเมื่อเราพูดสิ่งที่ดีๆออกไป ผมเชื่อว่า เราก็จะได้รับสิ่งดีๆจากเขาเช่นกัน

ถึงแม้จำเป็นต้องโกหก แต่หากเป็นการรักษาความสัมพันธ์ของคนสองคนต่อไป

ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าลองที่จะนำมาผสมผสานใช้ในวัฒนธรรมแบบไทยเช่นกัน

..........................................

และการที่ได้มาเรียนที่ต่างประเทศนั้น

ยังได้สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวโดยปราศจากครอบครัว

ที่จำเป็นต้องรับผิดชอบเรื่องของตนเองด้วยตนเอง

ทำให้รู้สึกมีความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆมากขึ้น มาอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากนั้นยังมีความสนุกสนานที่ได้จากเพื่อนนักเรียนต่างชาติ เพื่อนคนญี่ปุ่น

ที่ศึกษาอยู่ในมหาลัยแห่งนี้ตลอดหนึ่งปี

และ อาจารย์ประจำชั้นและฝ่ายนักเรียนต่างชาติ ที่คอยดูแล และ ให้ความรู้ตลอดมา

และทุกคนๆที่ได้มารู้จักผม

ผมเป็นคนพูดอธิบายอารมณ์หรือเขียนอะไรไม่เก่งหรอกนะครับ

จนบางครั้งไม่อาจพูดขอบคุณใครได้ตรงๆ

แต่ก็อยากพูดประโยคแรกที่ผมได้เรียนภาษาญี่ปุ่นนี้จากใจ

"ขอบคุณนะครับ"

2010/Jul/12

"อย่าโกหกตัวเองสิ...."

เสียงหนึ่งดังก้องมาในหัวผม

ผมตื่นขึ้นมาในห้องสีขาวที่ใช้พักพิงทุกวัน

นึกขึ้นได้ วันนี้มีบอลโลกนี่เอง

บิดตัวเองให้คลายจากความเมือยซ้ายทีขวาที

เดินออกไปข้างนอก

"ที่นี่"

ท้องฟ้าที่เป็นสีเดิมเสมอแต่เปลี่ยนสถานที่ "ญี่ปุ่น"

เกือบหนึ่งปีแล้วสินะที่อยู่ที่นี่มา

ความทรงจำมากมายที่เดินผ่านมิติแล้วหลุดออกมาเป็นปัจจุบัน

"โดยไม่รู้ตัว"

ผมเดินออกไปที่ตู้กดน้ำประจำ บรรจงเลือกกาแฟรสชาติดี

กดกาแฟยี่ห้อ Boss สีทอง ที่เหมือนเพื่อนสนิทยามง่วงนอน

หยอดเหรียญสีเทา 100 เยน ตามด้วยเหรียญสีน้ำตาล 10 เยน

กระป๋องหล่นลงมา และ เงื้อตัวไปหยิบ

ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวยาวข้างๆตู้กดน้ำ

เปิดกระป๋องดัง"แกร๊ก" น้ำสีน้ำตาลไหลลงคอ 

"อืมมม...."

กาแฟนี้ หากไม่ใช่คนที่กินกาแฟกระป๋องบ่อยเหมือนเรา

คงแยกไม่ได้ว่ารสไหนคือรสไหน กระป๋องไหนมีจุดเด่นอะไร

หากแต่เข้าใจว่า นี่คิอ "กาแฟ" เท่านั้น

"คิดไป......" 

หากไม่ใช่่คนที่เรียนศิลปะหรือประวัติศาสตร์ของมัน

ปิกัสโซ่ คงเป็นภาพของ "คนบ้า" ดีๆนี่เอง.....

"แต่ก็นะ...."

ยังมีคนรวยที่เห็นคุณค่าของมันจากความโ่ด่งดังและมีระดับ

เก็บภาพวาดของคนบ้าๆมาติดผนัง.....

 ...........................................................

"เอ๊ยย........"

ออกเสียงลุกขึ้นอีกครั้งจากเก้าอี้ที่นั่ง

ตอนนี้ฟ้าเปิดแล้วสินะ เมฆกำลังม้วนตัวอยู่บนภูเขา

คล้ายมันกำลังโอบอุ้มกันและกัน

เดินกลับไปที่ห้องและคิด.......

"ก็คงมีคนหลายคนที่เอาคนบ้าๆมาเป็นแฟน

ทั้งๆที่ไม่รู้ถึงคุณค่าจริงๆ รู้แต่เพียงว่าตามสังคมแล้ว

คือคนที่เรียกว่า ดี สวย หล่อ น่ารัก เก่ง  โดยที่ไม่นึกถึงตัวเองว่าเหมาะหรือไม่...สินะ....."

"โอ๊ย!!...."

ผมเดินเตะเสาต้นนึง เหมือนมันเตือนอะไรสักอย่างที่เกิดเร็วๆนี้

 (..............)

เสียงที่ได้ยินในฝัน คือ ใครกันนะ ?

edit @ 12 Jul 2010 18:39:19 by |ndevida|

2010/Jul/07

edit @ 7 Jul 2010 09:15:24 by |ndevida|

edit @ 7 Jul 2010 09:16:25 by |ndevida|

2010/Jun/30

[การบ้านวิชา ภาษาญี่ปุ่น] 

"ผลกระทบของคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในไทย"

 

ผมตื่นขึ้นมาบนโลกนี้

เมื่อปี 1988 ในยุคที่มีการการเปลี่ยนแปลง

ด้านโทรคมนาคมอย่างยิ่งใหญ่ในไทย

ทั้งการพัฒนาโทรศัพท์มือถือ ทั้งการปฏิรูปไปรษณีย์ไทยครั้งใหญ่ที่สุด

และที่ขาดไม่ได้คือ การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจาก "computer"

และในเวลานั้นตอน ป5 ผมได้รู้จักกับสิ่งหนึ่ง

ที่จะมีบทบาทในชีวิตผมอย่างขาดไม่ได้

มาจนถึงตอนนี้

"internet"

 internet ในไทยเริ่มต้นครั้งในแรกในปี 1994 หรือเมื่อ 18 ปีที่แล้ว

ในมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆของประเทศไทย

ด้วยความหวังที่จะจุดประกายการศึกษาและประชาธิปไตยของไทย

ให้ฟุ่งเฟืองเจริญรุ่งเรือง เทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว

ด้วยคำขวัญของตัวย่อ World Wide Web โลกกว้างไกลไทยพัฒนา

ก็ยังถูกใช้เป็นคำหาเสียงของนักการเมืองสมัยหนึ่ง

จากในยุคเริ่มต้นคนใช้300คน ปัจจุบันมีคนใช้อินเตอร์เนตถึงประมาน16,000,000คน

หากมองจากนโยบายหาเสียงของนักการเมืองสมัยนั้น

อาจจะมองได้ว่า ไทยเดินมาถูกทางแล้ว

แต่มันไม่ใช่แบบนั้น

จากผลสำรวจในปี2007พฤติกรรมการเล่นinternetของเด็กไทย

กลับใช้internetในการศึกษาเพียงแค่ 16% เท่านั้น

และ 36% กับความบันเทิงหรือเล่นเกม 32% ในการสนทนา หรือ หาเพื่อน

อีกทั้งกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เนตนั้น 41%คือเด็กมัธยม

และอุดมศึกษา 35% ซึ่งทั้งสองกลุ่มยังศึกษาอยู่ในสถานศึกษา

ทำให้มีผลกระทบในแนวกว้างต่อหลายๆสิ่ง

ที่ทำให้พฤติกรรมของเด็กเหล่านี้เปลี่ยนไป อย่างเห็นได้ชัด

ทั้งทางด้านอารมณ์ที่ฉุนเฉียวง่าย ใจร้อน ไม่มีเหตุผล เชื่ออะไรง่าย และ สมาธิสั้น

และ พฤติกรรมติดเกมที่มักจะหากลุ่มที่ชอบเกมเหมือนกัน คุยแต่เรื่องเกมไม่สนใจการเรียน

และชอบที่จะโดดเรียนไปเล่นเกม ไม่สามารถแบ่งแยกเวลาได้ ไม่มีความรับผิดชอบ

จากนั้นเหล่าผู้ประกอบการที่ฉกฉวยโอกาสนี้ได้พร้อมใจกันเปิดร้านเกมรอบๆสถานศึกษามากมาย

ในปี 2544 จากร้านเกม440แห่ง ได้เพิ่มเป็น 10019 ในกรุงเทพ หรือเพิ่มถึง 22 เท่า

โดยค่าชั่วโมงชั่วโมงละ 10-20 บาทซึ่งเป็นราคาที่เด็กสามารถมาเล่นได้อย่างสบายใจ

ทำให้เกิดพฤติกรรมการติดเกมอย่างหนักในเด็ก

จากการติดเกมที่ระบาดหนักในเด็กเพิ่มขึ้น จำนวนคดีของเด็กที่มีเหตุมาจาก

เกมออนไลน์และอินเตอร์เนท ก็เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ

เช่น คดีขมขืนที่เกิดจากการดูภาพลามกอนาจารในเด็กอายุต่ำกว่า 15

หรือ การฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ในเกม และอื่นๆ

นอกจากผลกระทบที่ส่งต่อเด็กแล้ว ยังส่งผลกระทบมากมายในสังคม

ทั้งเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การใช้อินเตอร์เนตในการก่อคดีต่างๆ

การสร้างข่าวลือในอินเตอร์เนตอย่างผิดๆ ซึ่งยังเป็นปัญหามาจนถึงทุกวันนี้

 

และในปัจจุบัน ประเทศไทยคนที่สามารถเล่นอินเตอร์เนตที่ไหนก็ได้บนโทรศัพท์มือถือ

กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากขึ้น มันก็เลยทำให้ผมคิด

ว่าจะมีการสืบทอดอำนาจจาก "คอมพิวเตอร์" สู่ "มือถือ" หรือเปล่า

สงสัยจริงๆ...

 

 

 

 

 

 

 

2010/Jun/15

วันนี้อารมณ์ครึ้มใจ

หยิบเพลงงานแต่งงานของ แฟนเอตะคุง

kimura kaera เพลง Butterfly ที่เปรียบเทียบเจ้าสาวที่กำลังแต่งงาน

และร้องในฐานะเพื่อนเจ้าสาว ได้อย่างงดงามจริงๆ

เลยจะลองแปลให้อ่านครับ-v-

-----------------------------------


 

Butterfly 今日は今までの どんな時より 素晴らしい

Butterfly kyou wa ima made no donna toki yori subarashi i

Butterfly วันนี้เธอช่างดูดีอย่างที่ไม่เคยมีมาจริงๆนะ

赤い糸でむすばれてく 光の輪のなかへ

akai ito de musubareteku hikari no wa no naka e

ที่ถูกผูกด้วยด้ายสีแดงและเดินหน้าไปสู่แสงสว่าง

Butterfly 今日は今までの どんな君より 美しい

Butterfly kyou wa ima made no donna kimi yori utsukushi i

Butterfly วันนี้เธอช่างสวยอย่างที่ไม่มีใครเทียบจริงๆ

白い羽ではばたいてく 幸せと共に

shiroi hane de habataiteku shiawaseto tomoni

และจะกระพือปีกสีขาวบินออกไปพร้อมกับความสุข

思い出してるよ 君と出会ったころ

omoidashiteruyo kimitode atta koro

ยังจำได้นะ ช่วงเวลาที่ได้พบกับเธอ

何度もくり返した季節は二人を変えてきたね

nandomo kurikaeshita kisetsuwa futari o kaetekitane

ฤดูที่วนมาในทุกๆปี เราสองคนก็เปลี่ยนไปตลอดเลยนะ

 君は今誓い 愛する人の側で

kimi wa ima chigai aisuruhito no soba de

และเธอก็เปลี่ยนไปนะ เพราะคนที่เธอรักได้อยู่เคียงข้าง

 幸せだよと 微笑んでる

shiawase dayo to hohoenderu

เธอช่างดูมีรอยยิ้มที่มีความสุขจริงๆนะ

 確かなその思いで 鐘が響くよ

tashikana sono omoide kane ga hibikuyo

ถึงจะเป็นความทรงจำไม่เคยลืมเลือนแต่ระฆัง(โบสถ์)กำลังจะกังวาลนะ

太陽は沈み いたずらに星は昇る

taiyou wa shizumi itazura ni hoshi wa noboru

พระอาทิตย์กำลังจะลับตา ดาวที่ซุกซนกำลังจะขึ้นมาแทน

 夜は眠り 朝を待つ

yoru wa numuri asa o matsu

กลางคืนหลับไหล และ วันพรุ้งนี้ก็จะรออยู่

Butterfly 今日は今までの どんな時より 素晴らしい

Butterfly kyou wa ima made no donna toki yori subarashi i

Butterfly วันนี้เธอช่างดูดีอย่างที่ไม่เคยมีมาจริงๆนะ

赤い糸でむすばれてく 光の輪のなかへ

akai ito de musubareteku hikari no wa no naka e

ที่ถูกผูกด้วยด้ายสีแดงและเดินหน้าไปสู่แสงสว่าง

優しさにあふれた 君がとても大好き

yasashisa ni afureta kimi ga totemo daisuki

ฉันน่ะชอบความอ่อนโยนของเธอมากเลยนะ

悲しみあれば 共に泣いて 喜びがあるなら 共に笑うよ

kanashimi areba tomoni naite yorokobi ga aru nara tomo ni warauyo

ถ้าเราทุกข์เราก็จะร้องไห้ด้วยกัน ถ้ามีความสุขเราก็จะหัวเราะไปด้วยกัน

たったひとつだけ 暖かい愛に包まれ

tatta hitotsu dake atatakai ai ni fukumare

และในสิ่งเหล่านั้นมีสิ่งนึงที่เรียกว่า ความรักที่อบอุ่นอยู่เสมอ

夢の全ては いつまでも つづくよ

yume no subete wa itsudemo tsuzuku yo

ความฝันทั้งหมดไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็ยังมีต่อไปนะ

 Butterfly 今日は今までの どんな君より 美しい

Butterfly kyou wa ima made no donna kimi yori utsukushi i

Butterfly วันนี้เธอช่างสวยอย่างที่ไม่มีใครเทียบจริงๆ

白い羽ではばたいてく 幸せと共に

shiroi hane de habataiteku shiawaseto tomoni

และจะกระพือปีกสีขาวบินออก ไปพร้อมกับความสุข

Butterfly 今日は今までの どんな時より 素晴らしい

Butterfly kyou wa ima made no donna toki yori subarashi i

Butterfly วันนี้เธอช่างดูดีอย่างที่ไม่เคยมีมาจริงๆนะ

 赤い糸でむすばれてく 光の輪のなかへ

akai ito de musubareteku hikari no wa no naka e

ที่ถูกผูกด้วยด้ายสีแดงและเดินหน้าไปสู่แสงสว่าง

運命の花を見つけた チョウは青い空を舞う

unmei no hana o mitsuketa chou wa aoi sora o mau

เมื่อเจอดอกไม้ที่ฟ้าลิขิต ผีเสื่อก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม

 ---------------

ดอกไม้ที่ใครๆก็ตามหา ที่คิดเสมอว่าใช่หรือไม่ใช่

แต่สุดท้าย ดอกไม้ต่างๆก็ล้วนมีความสวยงามในตัวของมันเอง


และผีเสื้อก็บินหายไป...

edit @ 15 Jun 2010 21:03:10 by |ndevida|

2010/Jun/05

ผมเอนตัวลงเป็นเบาะนั่งที่นั่งประจำทุกวัน

วางกระป๋องเป๊ปซี่ลงอย่างแผ่วเบา

เปิดกระป๋องดัง แกร๊ก!! และมองความซ่านั้น

และคิด...

ว่าในที่สุดน้ำที่เราซื้อมาก็ต้องหมด

หายไปในลำคอ เติมเต็มความชุ่มชิ้น

นำพาอ๊อกซิเจน และ กลายเป็นสารอาหารในร่างกาย

เพื่อนำ ให้ตัวเราเดินต่อไปในอนาคต 4 ชั่วโมงข้างหน้า

จากนั้นก็ต้องการน้ำเพิ่มอีก ต่อไป...

 ........................................................................

"เบื่อ"

หากต้องยังแบกรับความรู้สึกที่เป็นภาระให้แก่ทุกสิ่งบนโลกนี้

ยังต้องพึ่งพา ข้าวอีกกี่ร้อยกระสอบ หมูอีกกี่พันตัว ผักอีกกี่พันตัน

ทั้งๆที่ตัวเราก็ต้องตายในวัฏจักร เฉลี่ย 65 ปี ของมนุษย์เพศชาย

"วัฎจักร..." ผมรำพึมรำพันกับตัวเอง

........................................

เอนตัวเองลงนอนในแนวขนาน

แก้วที่มองอยู่สุดท้ายก็ต้องแตก

โต๊ะที่มองอยู่ก็ต้องเสื่อมไป

ยุงที่บินเข้ามา อีกหน่งสัปดาห์ก็สิ้นไป

ทุกสิ่งรอบตัวคงไม่พ้นการสูญหาย

ไม่เว้นแม้แต่.....

ความรัก สุดท้ายคู่รักก็ต้องตายจาก หรือ เราตายไป

สร้างความเสียใจให้แก่คู่รักมากมาย

หากสร้างแต่ในความรักที่มีพบพาน ยิ้มให้แก่กัน และ ไม่ผูกพัน

คงจะดีไม่ใช่น้อย ....

............................................

"เลิกเถอะ"

ขออยู่คนเดียวไม่รบกวนผู้อื่น

ไม่ต้องทำให้คนอื่นทุกข์อีกต่อไป ไม่รบกวนสิ่งใดทั้งสิ้น

พอ พอ พอ และ พอ !!!

"น้ำตา"ก็เอ่อล้นออกมา...

.........................................

ข้างในใจที่ ล้นเอ่อ

ความคิดมากมายที่อยากจะกระทำทุกสิ่งบนโลกใน สาม วินาที

ผมก็มอง กระป๋อง เป๊ปซี่ที่เปิดค้างไว้

ฟองที่เอ่อล้นขึ้นมากลับหายไป

และนึก 120 เยนที่จ่ายไปนั้น...

เป็นเงินของคนอื่นที่รับมา ก็คิดไป

"เสียดายนะ"....

จึงดีดตัวตัวเองขึ้นจากเบาะ

และ รีบดื่มเป๊ปซี่ก่อนที่ความซ่าจะหายไป....

 

(........)

 

"ให้ตายสิ..." ผมสบถกับตัวเอง

 

 

 

 

edit @ 5 Jun 2010 22:05:12 by |ndevida|

edit @ 5 Jun 2010 22:56:30 by |ndevida|

2010/May/31

"ฉัน" สบถว่า "เย็ดเข้"


ฉันไม่ได้หมายความว่า จะไปให้ไปเย็ดจรเข้


"เธอ" บอกฉันว่า "สะตอ"


เธอไม่ได้อยากกิน สะตอ หรือ สตอเบอรี่


แต่เรา เอาความรู้สึกเพื่อบอกอีกฝ่าย ว่ารู้สึกเช่นไร

 

ในสถานการณ์นั้น...

.............................................

 เช่นกัน


"เรา" พูดว่า "รัก"


ต่างไม่มีความหมาย แค่อยากบอกความรู้สึก...

2010/Apr/06

6 เมษา รำลึก วันจักรี

"ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา

ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี"

(พระราชนิพนธ์นิราศท่าดินแดง ในรัชกาลที่1)

22ปีแล้วที่ผมเกิดมาในแผ่นดินไทย

ในวันแรกที่ผมจำความได้

ว่าผมเกิดวันจักรี

ผมไม่รู้ว่าคือวันอะไร แต่ ทุกคนก็ดูท่าทางจะชอบวันเกิดของผม

เพราะมันเป็นวันหยุด !!

บวกกับอยู่ในช่วงปิดเทอมของเด็กๆ

ทำให้วันเกิดของผมไม่เคยมีการจัดให้โดยเพื่อนแบบเซอร์ไพรส์มาก่อนเลย

ตอนเด็กๆผมอิจฉาเค้กก้อนโตที่ถูกยกออกมา

การเซอร์ไพรส์รูปแบบต่างๆ มีของขวัญให้ตกใจ

และ เสียงร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์จากเพื่อนร่วมห้อง

ถึงจะอิจฉา แต่แปลกกลับไม่รู้สึกอยากได้มันขึ้นมา

คงเป็นเพราะชื่อวันเกิดผมเท่กว่าใคร

"วันจักรี"

.......................................................

เมื่ออายุได้14ปี

ผมได้เรียนวิชาสังคม

และได้รู้ถึงประวัติของวันนี้โดยสังเขป

ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ขอเสริมความรู้หน่อยละกันนะครับสำหรับผู้ไม่ทราบความเป็นมา

“วันจักรี” เป็นวันที่ระลึกถึงการเถลิงราชย์ในเอกองค์ปฐมกษัตรา

มหาราชาจักรีวงศ์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

"พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช"

มหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่เสด็จปราบดาภิเษก

ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี

ขณะมีพระชนมายุได้ 45 พรรษา เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325

(ตรงกับ วันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล จัตราศก จุลศักราช 1144)

ทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของสยามประเทศ

นับเป็นวันเริ่มต้นราชวงศ์จักรี

.....................................................................

พ่อของผมเป็นทหาร...

เป็นคุณพ่อที่เข้มงวดมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆจนถึงตอนนี้

เป็นบุคคลที่มีความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้ใหญ่สูง

พูดอะไรชัดถ้อยชัดคำ ไม่ชอบการลังเล  นั่นเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจ...

ตอนเด็กๆระหว่างไปโรงเรียนพ่อผมจะขับรถไปส่งผมเสมอ

เพราะโรงเรียนเป็นทางผ่านไปที่ทำงานพ่อ

และจะผ่านอยู่สถานที่หนึ่งที่มีป้ายหินสลักคำขวัญไปดูสง่างาม

"กรมทหารราบที่ 11"

มีป้ายหินสลักไว้ว่า

"ขอรองบาทราชวงศ์พงศ์จักรี จนชีวีสูญสิ้นดินกลบกาย"

ตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่ามันหมายความว่าอย่างไร

รู้แค่ว่าเป็นสถานที ที่ทหารทำงานอยู่มากมายและกว้างมาก

...........................................................................................

สีแห่งชาติไทย

แดง ขาว น้ำเงิน

น้ำเงินถูกปกป้องด้วยขาว ขาวถูกปกป้องด้วยแดง

นั่นเป็นสิ่งแรกที่ผมเข้าใจเมื่อตอนเป็นเด็กที่ไม่มีวันลืม

ผมรู้สึกชอบธงชาติไทยทุกครั้งเมื่อผมได้ไปชักธงหน้าแถว

สิ่งมันดูเท่อย่างบอกไม่ถูกเมื่อเวลาออกไปพร้อมกับเด็กน้อยผู้หญิงคนหนึ่ง

และ ชักธง และ ก้มคำนับธงสามสีนี้ พร้อมกับเดินกลับมากับอมยิ้ม

ที่ภูมิใจในความเท่ของตนเอง

และเข้ามาในคาบเรียนจะมีกรอบรูปสามรูป

หนึ่งรูปอยู่บนสุด อีกสองรูปอยู่ด้านล่างทำมุมเป็นสามเหลี่ยม

หนึ่ง คือ พระมหากษัตริย์ ที่มีคนสอนให้จำเสมอๆว่า

คนนี้คือบุคคลที่ทำดีต่อประเทศไทยมายาวนาน

สอง คือ ศาสนาที่ควรหวงแหน สาม คือ ชาติ ที่รักษาไม่ให้ใครมาบุกรุก

ในระหว่างที่ผมนั่งคิดถึงความเท่ตอนชักธงเพลินๆ

ผมถูกเรียกจากครูเสียงดังว่า "สทาคม!!ฟังอยู่รึเปล่า"

จากหน้าอมยิ้มกลายเป็นหน้าจ๋อย พร้อมเสียงหัวเราะเล็กๆของเพื่อนข้างๆ

และครูก็พูดต่อว่า

 "หน้าที่ของคนไทยทุกคนคือปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นะคะทุกคน"

ผมนั่งเล่นแกว่งดินสอไปมาทำเป็นไม่สนใจ แก้เขินที่โดนว่า

และนึกอยู่ในใจ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"....

..............................................................................................

อนุสาวรีย์หลักสี่

อนุสาวรีย์เล็กๆที่อยู่เคียงข้างพระศรีมหาธาตุที่สวยงาม

คือสถานที่ที่ผมผ่านต้องเห็นแทบทุกวัน

ก่อนที่จะต้องยกมือไหว้เจดีย์ในวัดพระศรี(ชื่อย่อ)

เป็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่กลางวงเวียนหลักสี่

โดยไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร

และเรียกตามๆกันว่า อนุสาวรีย์หลักสี่...

อนุสาวรีย์บริเวณหลักสี่ บางเขน กรุงเทพมหานคร ที่เรียกกันว่า "อนุสาวรีย์หลักสี่" นั้น

ชื่อจริงคือ "อนุสาวรีย์ปราบกบฎ" หรือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ"

ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้น ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช

"กบฏบวรเดช"

เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 7 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

นับเป็นการกบฏครั้งแรกในประเทศไทย

เนื่องจากคนที่ไม่พอใจกลุ่มคณะราชย์ ที่ยึดอำนาจพระมหากษัตริย์

จึงต้องการยึดอำนาจคืน โดยตั้งทัพตั้งแต่โคราช

เข้ามาในกรุงเทพ จนถึงสถานีรถไฟหลักสี่

แต่ถูกปราบ ก่อนที่จะหนีไปที่ประเทศกัมพูชา

และถูกขนานนามว่า กบฏบวรเดช (เนื้อหาอาจะไม่สมบูรณ์เพราะย่อความ)

ทั้งนี้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริย์ยังคงเหลือพระราชอำนาจไว้

ในทางสัญลักษณ์ ประชาชนได้เข้ามาปกครองประเทศ

เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย...

.................................................................................

ความสงสัย

พระมหากษัตริย์มาจากไหน คือ ความสงสัยในวันเกิดวัยเด็กของผม

โดยเฉพาะ ล้นเกล้ารัชกาลที่1 กษัตริย์คนโปรดของผม

แต่ไม่มีโอกาศที่จะได้ถามใครสักคนเลย

เพราะลืมไปก่อน

เป็นเพียงแค่ความสงสัยแวบๆ

ในช่วงมัธยมปลายผมจึงได้รู้เรื่องนี้ขึ้นมา

จนคิดว่าน่าจะตอบคำถามให้ตัวเองได้ทั้งหมด

ราชวงศ์สืบทายาทและถ่ายโอนอำนาจให้เป็นทอดๆ

ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ไทย

และ ราชวงศ์จักรีถูกก่อตั้งขึ้นโดยรัชกาลที่หนึ่ง

พร้อมกับเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร

ต่อจาก พระเจ้าตากสินมหาราช

แต่ดันเกิดข้อกังขาในเรื่องนี้ขึ้นมา

เมื่อเปิดอินเตอร์เนต...

..............................................................

ทหารมีหน้าที่ปกป้องพระมหากษัตริย์

ในตอนเด็กผมมักจะเห็นในทีวีบ่อยๆ

เมื่อมีวันสำคัญของพระมหากษัตริย์

และบุคคลที่อยู่เคียงข้างนั้นไม่ใช่ใครนอกจาก "ทหาร"

ทำให้รู้สึกเท่อย่างบอกไม่ถูกที่พ่อตัวเองเป็นทหาร

และ มีดาบประดับยศที่ผมเคยหยิบมาเล่นบ่อยๆ

จนเคยกระแทกปากผมแตกมาแล้ว

.....................................

วันนี้

ในวันนี้ผมมีสิ่งที่คิดในวันเกิดที่22ของผม

ทหารมีหน้าที่ปกป้องชาติ บ้านเมือง และ พระมหากษัตริย์

ไม่ให้ใครมาทำร้ายได้

ดังนั้นทหารจึงมีความจำเป็นต้องใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์มาแต่ไหนแต่ไร

และในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ว่าชาติไหน

ก็จะมีกษัตริย์ที่ไม่ดี หรือ ทหารที่ไม่ดีอยู่เสมอ

และจะชิงอำนาจกัน ทำให้เกิดสงครามอยู่มาก็นับไม่ถ้วน

ในประวัติศาสตร์ไทยที่ค้นไปแล้ว

ทุกอย่างจะเขียนขึ้นด้วยผู้ชนะ ดังนั้นความจริงคืออะไร

การค้นหาไป ถือว่าไม่มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง

บุคคลที่จะหยิบยกพระมหากษัตริย์มาบอกว่าเป็นความไม่ชอบธรรม

และต้องการเปลี่ยนการปกครอง

ถือ ว่าเป็น "กบฏแผ่นดิน"

ด้วยเลือดเนื้อความเป็นไทยที่ไหลอยู่ในตัว พร้อมสถาบันหลักเป็นตั้ง

ขอโจมตีทุกคนที่เข้ามาทำร้ายสถาบัน

ทั้งทางวาจา การหมิ่นเหม่ การเสียดสี

และสิ่งใดๆ ก็ตาม

เพราะสิ่งนี้คือหน้าที่ของ ประชาชนชาวไทย !!

 

"กูกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราข ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า แผ่นดินสยามนี้บรรพบุรุษได้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกไว้ ไอ้อีมันผู้ใดคิดบังอาจทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือกระทำการทุจริตก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโครตให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยาม อันเป็นที่รักของกู ......

ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา แผ่นดินใดที่ให้ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น

ขอรองบาทราชวงศ์พงศ์จักรี จนชีวีสูญสิ้นดินกลบกาย...

edit @ 6 Apr 2010 07:36:21 by |ndevida|

edit @ 6 Apr 2010 12:31:42 by |ndevida|

edit @ 10 Apr 2010 11:53:09 by |ndevida|

edit @ 10 Apr 2010 11:57:34 by |ndevida|

2009/Dec/02

ความตายคืออะไร?

ชีวิตคืออะไร?

ตอบไม่ยากเลยหากเข้าใจในความหมายของคำ

แต่กลับไม่ใช่สำหรับผม

ในตอนนี้...

..................

เร็วๆนี้ ทางแพทยสภาได้กำหนดเกณฑ์การตายออกมาใหม่

ซี่งไม่เหมือนกับความตายที่คนทั่วไปเข้าใจ

เกณฑ์นี้เรียกว่า ‘สมองตาย’

แปลง่ายๆ ว่า ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยคนใดสมองตาย

ย่อมเท่ากับผู้ป่วยคนนั้น

"ตายจากไปแล้ว"

.......................

สำหรับเรื่องการถกเถียงในการออกเกณฑ์การตายใหม่นี้

มีมากมายและยาวนานมา

ซึ่งเหตุผลของสองฝ่ายก็ประกอบด้วยหลากหลายประการ

......................................

ทางฝั่งหมอก็เห็นด้วยกับการบริจาคอวัยวะซึ่งในปัจจุบัน

มีคนรอรับบริจาคอวัยวะ อยู่มากมาย ประมาน2500คนในประเทศไทย

และมองไปยังร่างกายที่นิ่งสงบราวกับไม่มีชีวิตไม่มีการเคลื่อนไหว

หากมีเพียงแต่ ลมหายใจ และ หัวใจที่ยังคงเต้นอยู่  

'คนไข้สมองตาย' ....

คือ หนทางที่จะช่วยคนที่ยังมีชีวิตอยู่

...............................

ใครคือดูหนังเรื่อง 7pounds บ้าง

ใครไม่เคยดูขอให้แนะนำให้ดูอย่างยิ่ง

7pounds คือ หนังดราม่าที่วิลล์สมิธแสดงนำ

เนื้อเรื่องพูดถึงชายคนนึงที่ทำการไถ่บาปของตนเอง

โดยการเลือกคนเจ็ดคน และ แจกจ่ายอวัยวะของตัวเอง7ที่ให้กับคนเหล่านั้น

ถึงแม้ว่าจะต้องแลกกับชีวิตของตนเองก็ตาม

ภายใต้เงื่อนไขว่า ขอให้เป็นคนพิการที่ไม่ยอมแพ้ต่อชีวิตของตนเอง

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า เมตตาค้ำจุนโลกจริงๆ...

เช่นกัน

คนไข้ที่พร้อมจะแสดงบทวิลล์ สมิธ นั้น ก็คงจะรู้สึกดีใจไม่ใช่น้อย

หากอวัยวะของตนยังคงมีชีวิตอยู่ในร่างกายของผู้ป่วย....

...........................

อีกด้านหนึ่ง เรื่องการถกเถียงกันในเชิงปรัชญา

ว่า

ความตายและชีวิต คืออะไร

หากตัดสินให้โทษแก่ผู้ป่วยที่ยังหายใจอยู่ว่าตาย

คนที่พรากลมหายใจของผู้ป่วยไป

ไม่ใช่ฆาตกรหรืออย่างไร

โดยเฉพาะในมุมของ ครอบครัว

การที่เขายังทานอาหารผ่านเส้นเลือดได้

เขายังมีผมงอกอยู่เรื่อยๆ

เขายังปัสสาวะ อุจจาระ กรน มีปฏิกริยาเล็กน้อยๆ

ที่สำคัญคือ ลมหายใจที่ยังหายใจอยู่

คงไม่ใช่เรื่องง่ายหากจะตัดใจ ที่เตียงผู้ป่วยขณะกำลังมองนัยย์ตาของเขา

ทั้งความดีและความทรงจำที่ผู้ป่วยเคยทำ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของครอบครัว...

........................................................

ผู้ที่กำหนดความตายตามกฏหมายแล้ว คือ แพทย์

หากกฏหมายใหม่ออกมา

ถึงมีผู้ไม่ยอมรับมากมายขณะนี้ แต่ด้วยกฏหมายแล้ว

แพทย์จึงสามารถกระทำการพรากลมหายใจของผู้ป่วยได้

และ นำอวัยวะต่างๆของผู้ตายไปบริจาคให้ผู้ป่วยอื่นได้

ขณะที่ผู้ตายยังมีลมหายใจ....

................................................................................

อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า การกำหนดเกณฑ์การตายใหม่

ก็จะเป็นช่องทางให้กับ

การค้าขายอวัยวะมนุษย์....

.....................................................

หัวใจ และ สมอง

การมีชีวิต และ ความตาย

มันสัมพันธ์กันอย่างไรนะ

ผมขอยก บทความนึงมาให้อ่านกัน

เป็นบทความของ http://www.fringer.org/?p=260

บทความต่อไปนี้ ไม่ใช่บทความของผมใดๆทั้งสิ้น

........................................................................

หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับสมองสองซีกทั้งหมด อ้างอิงจากหนังสือเรื่อง A Whole New Mind – เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมองมนุษย์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว

หัวใจสี่ห้อง กับสมองสองซีก

1. สมองซีกซ้ายควบคุมซีกขวาของร่างกาย
สมองซีกขวาควบคุมซีกซ้าย
สมองซีกขวาสั่งให้เราหันหน้าจากขวาไปซ้าย
สมองซีกซ้ายสั่งให้เราหันหน้าจากซ้ายไปขวา

เพราะสมองซีกขวาเป็น ‘ศิลปิน’ มากกว่าสมองซีกซ้าย
ผู้เป็น ‘นักคิดเลข’ ของเรา
ภาษาที่อ่านจากขวาไปซ้ายจึงดูเหมือนภาพเขียน
ภาษาที่อ่านจากซ้ายไปขวาจึงดูเหมือนสัญลักษณ์

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราอ่านออกไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่อาจได้ยินเสียงร่ำร้อง
ของผู้เพรียกหาความเป็นธรรมผ่านตัวหนังสือ

……

2. สมองซีกซ้ายเข้าใจลำดับเหตุการณ์
สมองซีกขวาเข้าใจปรากฎการณ์ที่มีหลายสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน

สมองซีกซ้ายจึงเข้าใจภาษาพูด อ่าน เขียน
และสมองซีกขวาก็เข้าใจภาษาของแววตา สีหน้า และท่าทาง

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราเข้าใจไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะเมินเฉยและชาชิน
กับความทุกข์ยากของคนที่เพียรสื่อสารให้เราเข้าใจ

……

3. สมองซีกซ้ายเชี่ยวชาญด้านเนื้อหา
สมองซีกขวาเชี่ยวชาญด้านบริบท

เวลาได้ยินใครพูดเสียงห้วนว่า “คนบ้านนอกไร้การศึกษา”
สมองซีกซ้ายจึงทำให้เรารับรู้ว่า ประโยคนี้หมายความว่าอะไร
และสมองซีกขวาก็ทำให้เรารับรู้ว่า คนพูดตั้งใจถากถางอย่างไร

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เรารับรู้ไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่สนใจคิดหาวิธี
ที่จะทำให้คำแบบ ‘บ้านนอก’ หลุดพ้นจากอคติทั้งมวล

……

4. สมองซีกซ้ายวิเคราะห์รายละเอียด
สมองซีกขวาสังเคราะห์ภาพรวม

สมองซีกซ้ายจึงช่วยให้เราบันทึกจำนวนผู้ยากไร้
และสมองซีกขวาก็ช่วยให้เรามองเห็นความเกี่ยวโยง
ระหว่างความยากจนกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราบันทึกได้และมองเห็นไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่อาจบันทึกความหิวโหยของผู้ยากไร้
หรือมองเห็นความอยุติธรรมใดๆ ในสังคม

……

ในขณะที่สมองมนุษย์กำลังขยายใหญ่ขึ้นตามพรมแดนความรู้ยุคโลกาภิวัตน์
หัวใจมนุษย์กลับหดลีบเล็กลงทุกวัน
พักการบำรุงสมองไว้ชั่วคราว หันมาบำบัดหัวใจแทนบ้างจะดีไหม?

เพราะถึงแม้สมองของเราจะมีสองซีก
หัวใจของเราก็มีตั้งสี่ห้อง.

.......................................

นั่นคือ บทสรุปเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องระหว่าง หัวใจและสมอง

ที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่าน

ผมยอมรับนะ ว่าผมน่ะโง่ วิทยาศาสตร์

ถึงอย่างนั้น

ผมก็ยังเข้าใจว่า สมองกับหัวใจน่ะสัมพันธ์กัน

.............

โดยเฉพาะ หัวใจของผู้ป่วย กับ สมองของแพทย์....

edit @ 2 Dec 2009 16:40:34 by |ndevida|

edit @ 2 Dec 2009 19:23:07 by |ndevida|

2009/Nov/22

มีมือถือN72เก่าๆเครื่องหนึ่ง 

มีเกมที่ติดอยู่ในเครื่องๆหนึ่ง

และคนที่เหมือนเกมนั้นอย่างบอกไม่ถูกคนหนึ่ง

.........................

Dinomite

เป็นเกมที่เล่นง่าย สบายสมอง

ไม่เครียด

ผมมักจะเล่นมันเวลาที่ว่าง ไม่มีอะไรทำ

เช่น ตอนอยู่บนรถไฟใต้ดิน ระหว่างไปมหาลัย

ตอนรอใครบางคน

และ

โดยเฉพาะเวลาที่ผมเข้าห้องน้ำ

จะเรียกได้ว่า

ถ้าไม่ได้เล่นนี่แทบขี้ไม่ออกกันเลยทีเดียว

..................................

Dinomite มีทั้งหมด 100 ด่าน

ครั้งแรกที่ผมผ่าน

ผมเล่นจนถึงด่านที่ 95 ซึ่งมันยากมากในตอนนั้น

ผมนั่งเล่นเกือบทั้งคืนเพื่อให้ผ่าน

และผ่านจนได้

เมื่อเล่นจบผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองเล็กๆ

และไม่สนใจมันไปอีกนาน...

ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากที่จะต้องมาลำบากเล่นใหม่ตั้งแต่ด่านหนึ่ง

.................................

..........................

..................

............

........

.....

...

.

ผ่านมาสี่ถึงห้าปีแล้วสินะ

กับเกมส์นี้

ผมเล่นใหม่ตั้งแต่ด่านหนึ่งไม่รู้กี่รอบ

และ ไม่มีความรู้สึกเสียดายอีกแล้ว

ตอนนี้ผมไม่สนแล้ว ว่า ผมจะเล่นจบที่ด่านไหน

.................................

วันนี้ ผมกลับรู้สึกอะไรบางอย่าง

ว่า หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผม

ความทรงจำดีๆ ที่ตัวเองทำได้สำเร็จ

ภูมิใจ รู้สึกดี รักใครสักคน นั้น ....

มันเคยดึงรั้งผม ไม่ให้เริ่มใหม่ที่ด่านหนึ่ง

ไม่อยากที่จะสูญเสียความทรงจำที่ผ่านด่านหนึ่งร้อยได้

ไม่อยากที่จะเริ่มต้นใหม่และลำบากอีกต่อไป

และ ยึดติดกับความรู้สึกเหล่านั้นโดยไม่คำนึงถึงสิ่งได้มา

............................

ความรู้สึกดีๆที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราโดยไร้กาลเวลาให้หวนนึกถึงเสมอ

แต่

หากเช่นเดียวกับเกม มันก็คือสิ่งดีๆที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเรา...

 ....................................

หากมองแต่จุดที่ดีและใส่ในกระเป๋า แบกขึ้นหลังไป

และให้สิ่งที่ไม่ดีอยู่ข้างหลัง

และออกเดินไปโดยไม่หันหลังกลับไปมองสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

หากทำเช่นนั้นได้ทั้งหมด

คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อย...

 

edit @ 22 Nov 2009 14:46:09 by |ndevida|

edit @ 23 Nov 2009 01:10:12 by |ndevida|