ผม สทาคม ม่วงนา ชื่อเล่นชื่อ คม
มาจากประเทศไทย
การมาญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นครั้งที่ สาม ของผม
โดยสองครั้งก่อนหน้านี้ได้ไปโดยทุนของ unesco และ ทุนส่วนตัว
ในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระยะสั้นๆตอน ม ปลาย
แต่ครั้งนี้ได้แตกต่างออกไป
หลังจากที่ผมจบจาก ม ปลาย
ด้วยความหวังอยากที่จะเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อในระดับมหาวิทยาลัย
จึงเข้ามหาวิทยาลัยและได้มาที่นี่
............................................
ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงประเทศญี่ปุ่น
ด้วยความหวังอยากที่จะพัฒนาความรู้ภาษาญี่ปุ่น
เพราะความคิดที่ว่า สิ่งสำคัญในการเรียนภาษาคือ "การใช้จริง"
เนื่องจากตัวผมเองก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่น เวลาจะพูดอะไรออกมาจะต้องสร้างรูปประโยค
และ จะต้องนึกถึงความถูกต้องทางไวยกรณ์ ทำให้ใช้เวลาในการพูดแต่ละประโยค
แต่เราจะลดเวลาตรงนั้นได้อย่างไร?
ผมคิดว่า การใช้ซ้ำๆ การทดลองใช้ การคิดและพูดออกมา
จากนั้นจึง สังเกตการลักษณะการพูด การใช้คำ การใช้ไวยกรณ์ของคนญี่ปุ่น
และทดลองเลียนแบบดู
หากมีคำที่ไม่เข้าใจก็ลองถามหรือเปิดพจนานุกรม
จึงจะสามารถเห็นผลได้ครับ
............................................................................
ผ่านไปเกือบหนึ่งปี
หากมองจากตัวผมเอง บอกตรงๆว่าไม่รู้สึกว่า
"เรามาญี่ปุ่น เราเปลี่ยนไปแล้วนะ เราพูดได้หมดแล้วนะ เราสื่อสารได้หมดแล้วนะ"
เพราะประโยคหรือคำที่ไม่เข้าใจก็มีบ้าง
แต่ หากเทียบตั้งแต่ก่อนมาญี่ปุ่น
ก็รู้สึกว่า คำศัพท์ที่เราได้เรียนรู้ บทเรียนที่เราได้เรียน
ได้ถูกนำออกมาจากสมองและได้ใช้จริง
เช่น ได้ไปทัศนศึกษาที่เกียวโตก็ได้ไปเห็นสถานที่จริง
ที่ได้เรียนในวิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
เวลาแนะนำประเทศตัวเองอย่างเป็นทางการ
ก็ได้ใช้คำศัพท์ที่ได้เรียนในวิชา ภาษาญี่ปุ่นท่องเที่ยว และอื่นๆ
..............................................................................
นอกจากความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นแล้ว
จากการที่ได้มาที่ประเทศญี่ปุ่นยังได้เรียนรู้"สังคมญี่ปุ่น"
โดยเฉพาะการที่ได้มาเรียนที่ มหาวิทยาลัยการศึกษานารุโตะแห่งนี้
ที่นักศึกษาต่างชาติจำเป็นต้องอยู่รวมกับนักศึกษาญี่ปุ่นในหอเดียวกัน
และมีห้องครัว ห้องอาบน้ำ เครื่องซักผ้า ที่ต้องใช้ร่วมกัน
ทำให้มีโอกาสที่จะได้สนทนากับคนญี่ปุ่น และ มีโอกาสได้สังเกต
การใช้ชีวิตและแนวคิดของคนญี่ปุ่นต่อสิ่งต่างๆ
และสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่าได้เรียนรู้จากการอยู่ในสังคมญี่ปุ่นนั้นคือ
"การอ่านอารมณ์คน"
ก่อนมาที่ญี่ปุ่นผมได้เรียนเรื่อง "สำนึกภายนอก" และ "ใจจริง" ของคนญี่ปุ่น
ผมก็คิดว่า ทำไมคนญี่ปุ่นมีอะไรไม่พูดตรงๆ ต้องพูดอ้อมไปอ้อมมา
จนบางครั้งเหมือนกับเป็น คนโกหก
แต่หลังจากมาสัมผัสกับสังคมญี่ปุ่นจริงๆ
ก็เข้าใจ และคิดว่า ทั้งสองอย่างที่กล่าวไปนั้น สำคัญจริงๆในการดำรงชีวิต
เพราะในบางสถารณการณ์เราจำเป็นต้องอ่านให้ออกว่า
หากเราพูดและแสดงการกระทำแบบไหนอีกฝ่ายถึงจะพึงพอใจ
อีกฝ่ายอยากได้คำชมแบบไหน และ กำลังคิดอะไรอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่สนิท
เช่น เวลากินอาหารที่เพื่อนทำมาให้ด้วยน้ำใจ
ก็ควรที่จะชมในส่วนที่ดี เพื่อให้อีกฝ่ายพึงพอใจต่อคำพูดเรา
และเมื่อเราพูดสิ่งที่ดีๆออกไป ผมเชื่อว่า เราก็จะได้รับสิ่งดีๆจากเขาเช่นกัน
ถึงแม้จำเป็นต้องโกหก แต่หากเป็นการรักษาความสัมพันธ์ของคนสองคนต่อไป
ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าลองที่จะนำมาผสมผสานใช้ในวัฒนธรรมแบบไทยเช่นกัน
..........................................
และการที่ได้มาเรียนที่ต่างประเทศนั้น
ยังได้สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวโดยปราศจากครอบครัว
ที่จำเป็นต้องรับผิดชอบเรื่องของตนเองด้วยตนเอง
ทำให้รู้สึกมีความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆมากขึ้น มาอย่างบอกไม่ถูก
นอกจากนั้นยังมีความสนุกสนานที่ได้จากเพื่อนนักเรียนต่างชาติ เพื่อนคนญี่ปุ่น
ที่ศึกษาอยู่ในมหาลัยแห่งนี้ตลอดหนึ่งปี
และ อาจารย์ประจำชั้นและฝ่ายนักเรียนต่างชาติ ที่คอยดูแล และ ให้ความรู้ตลอดมา
และทุกคนๆที่ได้มารู้จักผม
ผมเป็นคนพูดอธิบายอารมณ์หรือเขียนอะไรไม่เก่งหรอกนะครับ
จนบางครั้งไม่อาจพูดขอบคุณใครได้ตรงๆ
แต่ก็อยากพูดประโยคแรกที่ผมได้เรียนภาษาญี่ปุ่นนี้จากใจ
"ขอบคุณนะครับ"