2009/Dec/02

ความตายคืออะไร?

ชีวิตคืออะไร?

ตอบไม่ยากเลยหากเข้าใจในความหมายของคำ

แต่กลับไม่ใช่สำหรับผม

ในตอนนี้...

..................

เร็วๆนี้ ทางแพทยสภาได้กำหนดเกณฑ์การตายออกมาใหม่

ซี่งไม่เหมือนกับความตายที่คนทั่วไปเข้าใจ

เกณฑ์นี้เรียกว่า ‘สมองตาย’

แปลง่ายๆ ว่า ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยคนใดสมองตาย

ย่อมเท่ากับผู้ป่วยคนนั้น

"ตายจากไปแล้ว"

.......................

สำหรับเรื่องการถกเถียงในการออกเกณฑ์การตายใหม่นี้

มีมากมายและยาวนานมา

ซึ่งเหตุผลของสองฝ่ายก็ประกอบด้วยหลากหลายประการ

......................................

ทางฝั่งหมอก็เห็นด้วยกับการบริจาคอวัยวะซึ่งในปัจจุบัน

มีคนรอรับบริจาคอวัยวะ อยู่มากมาย ประมาน2500คนในประเทศไทย

และมองไปยังร่างกายที่นิ่งสงบราวกับไม่มีชีวิตไม่มีการเคลื่อนไหว

หากมีเพียงแต่ ลมหายใจ และ หัวใจที่ยังคงเต้นอยู่  

'คนไข้สมองตาย' ....

คือ หนทางที่จะช่วยคนที่ยังมีชีวิตอยู่

...............................

ใครคือดูหนังเรื่อง 7pounds บ้าง

ใครไม่เคยดูขอให้แนะนำให้ดูอย่างยิ่ง

7pounds คือ หนังดราม่าที่วิลล์สมิธแสดงนำ

เนื้อเรื่องพูดถึงชายคนนึงที่ทำการไถ่บาปของตนเอง

โดยการเลือกคนเจ็ดคน และ แจกจ่ายอวัยวะของตัวเอง7ที่ให้กับคนเหล่านั้น

ถึงแม้ว่าจะต้องแลกกับชีวิตของตนเองก็ตาม

ภายใต้เงื่อนไขว่า ขอให้เป็นคนพิการที่ไม่ยอมแพ้ต่อชีวิตของตนเอง

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า เมตตาค้ำจุนโลกจริงๆ...

เช่นกัน

คนไข้ที่พร้อมจะแสดงบทวิลล์ สมิธ นั้น ก็คงจะรู้สึกดีใจไม่ใช่น้อย

หากอวัยวะของตนยังคงมีชีวิตอยู่ในร่างกายของผู้ป่วย....

...........................

อีกด้านหนึ่ง เรื่องการถกเถียงกันในเชิงปรัชญา

ว่า

ความตายและชีวิต คืออะไร

หากตัดสินให้โทษแก่ผู้ป่วยที่ยังหายใจอยู่ว่าตาย

คนที่พรากลมหายใจของผู้ป่วยไป

ไม่ใช่ฆาตกรหรืออย่างไร

โดยเฉพาะในมุมของ ครอบครัว

การที่เขายังทานอาหารผ่านเส้นเลือดได้

เขายังมีผมงอกอยู่เรื่อยๆ

เขายังปัสสาวะ อุจจาระ กรน มีปฏิกริยาเล็กน้อยๆ

ที่สำคัญคือ ลมหายใจที่ยังหายใจอยู่

คงไม่ใช่เรื่องง่ายหากจะตัดใจ ที่เตียงผู้ป่วยขณะกำลังมองนัยย์ตาของเขา

ทั้งความดีและความทรงจำที่ผู้ป่วยเคยทำ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของครอบครัว...

........................................................

ผู้ที่กำหนดความตายตามกฏหมายแล้ว คือ แพทย์

หากกฏหมายใหม่ออกมา

ถึงมีผู้ไม่ยอมรับมากมายขณะนี้ แต่ด้วยกฏหมายแล้ว

แพทย์จึงสามารถกระทำการพรากลมหายใจของผู้ป่วยได้

และ นำอวัยวะต่างๆของผู้ตายไปบริจาคให้ผู้ป่วยอื่นได้

ขณะที่ผู้ตายยังมีลมหายใจ....

................................................................................

อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า การกำหนดเกณฑ์การตายใหม่

ก็จะเป็นช่องทางให้กับ

การค้าขายอวัยวะมนุษย์....

.....................................................

หัวใจ และ สมอง

การมีชีวิต และ ความตาย

มันสัมพันธ์กันอย่างไรนะ

ผมขอยก บทความนึงมาให้อ่านกัน

เป็นบทความของ http://www.fringer.org/?p=260

บทความต่อไปนี้ ไม่ใช่บทความของผมใดๆทั้งสิ้น

........................................................................

หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับสมองสองซีกทั้งหมด อ้างอิงจากหนังสือเรื่อง A Whole New Mind – เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมองมนุษย์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว

หัวใจสี่ห้อง กับสมองสองซีก

1. สมองซีกซ้ายควบคุมซีกขวาของร่างกาย
สมองซีกขวาควบคุมซีกซ้าย
สมองซีกขวาสั่งให้เราหันหน้าจากขวาไปซ้าย
สมองซีกซ้ายสั่งให้เราหันหน้าจากซ้ายไปขวา

เพราะสมองซีกขวาเป็น ‘ศิลปิน’ มากกว่าสมองซีกซ้าย
ผู้เป็น ‘นักคิดเลข’ ของเรา
ภาษาที่อ่านจากขวาไปซ้ายจึงดูเหมือนภาพเขียน
ภาษาที่อ่านจากซ้ายไปขวาจึงดูเหมือนสัญลักษณ์

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราอ่านออกไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่อาจได้ยินเสียงร่ำร้อง
ของผู้เพรียกหาความเป็นธรรมผ่านตัวหนังสือ

……

2. สมองซีกซ้ายเข้าใจลำดับเหตุการณ์
สมองซีกขวาเข้าใจปรากฎการณ์ที่มีหลายสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน

สมองซีกซ้ายจึงเข้าใจภาษาพูด อ่าน เขียน
และสมองซีกขวาก็เข้าใจภาษาของแววตา สีหน้า และท่าทาง

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราเข้าใจไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะเมินเฉยและชาชิน
กับความทุกข์ยากของคนที่เพียรสื่อสารให้เราเข้าใจ

……

3. สมองซีกซ้ายเชี่ยวชาญด้านเนื้อหา
สมองซีกขวาเชี่ยวชาญด้านบริบท

เวลาได้ยินใครพูดเสียงห้วนว่า “คนบ้านนอกไร้การศึกษา”
สมองซีกซ้ายจึงทำให้เรารับรู้ว่า ประโยคนี้หมายความว่าอะไร
และสมองซีกขวาก็ทำให้เรารับรู้ว่า คนพูดตั้งใจถากถางอย่างไร

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เรารับรู้ไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่สนใจคิดหาวิธี
ที่จะทำให้คำแบบ ‘บ้านนอก’ หลุดพ้นจากอคติทั้งมวล

……

4. สมองซีกซ้ายวิเคราะห์รายละเอียด
สมองซีกขวาสังเคราะห์ภาพรวม

สมองซีกซ้ายจึงช่วยให้เราบันทึกจำนวนผู้ยากไร้
และสมองซีกขวาก็ช่วยให้เรามองเห็นความเกี่ยวโยง
ระหว่างความยากจนกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

แต่ถ้าหากไร้หัวใจ เราบันทึกได้และมองเห็นไปก็เท่านั้น
เพราะเราจะไม่อาจบันทึกความหิวโหยของผู้ยากไร้
หรือมองเห็นความอยุติธรรมใดๆ ในสังคม

……

ในขณะที่สมองมนุษย์กำลังขยายใหญ่ขึ้นตามพรมแดนความรู้ยุคโลกาภิวัตน์
หัวใจมนุษย์กลับหดลีบเล็กลงทุกวัน
พักการบำรุงสมองไว้ชั่วคราว หันมาบำบัดหัวใจแทนบ้างจะดีไหม?

เพราะถึงแม้สมองของเราจะมีสองซีก
หัวใจของเราก็มีตั้งสี่ห้อง.

.......................................

นั่นคือ บทสรุปเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องระหว่าง หัวใจและสมอง

ที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่าน

ผมยอมรับนะ ว่าผมน่ะโง่ วิทยาศาสตร์

ถึงอย่างนั้น

ผมก็ยังเข้าใจว่า สมองกับหัวใจน่ะสัมพันธ์กัน

.............

โดยเฉพาะ หัวใจของผู้ป่วย กับ สมองของแพทย์....

edit @ 2 Dec 2009 16:40:34 by |ndevida|

edit @ 2 Dec 2009 19:23:07 by |ndevida|

2009/Nov/22

มีมือถือN72เก่าๆเครื่องหนึ่ง 

มีเกมที่ติดอยู่ในเครื่องๆหนึ่ง

และคนที่เหมือนเกมนั้นอย่างบอกไม่ถูกคนหนึ่ง

.........................

Dinomite

เป็นเกมที่เล่นง่าย สบายสมอง

ไม่เครียด

ผมมักจะเล่นมันเวลาที่ว่าง ไม่มีอะไรทำ

เช่น ตอนอยู่บนรถไฟใต้ดิน ระหว่างไปมหาลัย

ตอนรอใครบางคน

และ

โดยเฉพาะเวลาที่ผมเข้าห้องน้ำ

จะเรียกได้ว่า

ถ้าไม่ได้เล่นนี่แทบขี้ไม่ออกกันเลยทีเดียว

..................................

Dinomite มีทั้งหมด 100 ด่าน

ครั้งแรกที่ผมผ่าน

ผมเล่นจนถึงด่านที่ 95 ซึ่งมันยากมากในตอนนั้น

ผมนั่งเล่นเกือบทั้งคืนเพื่อให้ผ่าน

และผ่านจนได้

เมื่อเล่นจบผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองเล็กๆ

และไม่สนใจมันไปอีกนาน...

ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากที่จะต้องมาลำบากเล่นใหม่ตั้งแต่ด่านหนึ่ง

.................................

..........................

..................

............

........

.....

...

.

ผ่านมาสี่ถึงห้าปีแล้วสินะ

กับเกมส์นี้

ผมเล่นใหม่ตั้งแต่ด่านหนึ่งไม่รู้กี่รอบ

และ ไม่มีความรู้สึกเสียดายอีกแล้ว

ตอนนี้ผมไม่สนแล้ว ว่า ผมจะเล่นจบที่ด่านไหน

.................................

วันนี้ ผมกลับรู้สึกอะไรบางอย่าง

ว่า หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผม

ความทรงจำดีๆ ที่ตัวเองทำได้สำเร็จ

ภูมิใจ รู้สึกดี รักใครสักคน นั้น ....

มันเคยดึงรั้งผม ไม่ให้เริ่มใหม่ที่ด่านหนึ่ง

ไม่อยากที่จะสูญเสียความทรงจำที่ผ่านด่านหนึ่งร้อยได้

ไม่อยากที่จะเริ่มต้นใหม่และลำบากอีกต่อไป

และ ยึดติดกับความรู้สึกเหล่านั้นโดยไม่คำนึงถึงสิ่งได้มา

............................

ความรู้สึกดีๆที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราโดยไร้กาลเวลาให้หวนนึกถึงเสมอ

แต่

หากเช่นเดียวกับเกม มันก็คือสิ่งดีๆที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเรา...

 ....................................

หากมองแต่จุดที่ดีและใส่ในกระเป๋า แบกขึ้นหลังไป

และให้สิ่งที่ไม่ดีอยู่ข้างหลัง

และออกเดินไปโดยไม่หันหลังกลับไปมองสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

หากทำเช่นนั้นได้ทั้งหมด

คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อย...

 

edit @ 22 Nov 2009 14:46:09 by |ndevida|

edit @ 23 Nov 2009 01:10:12 by |ndevida|

2009/Nov/08

indevidal

กาลเวลาที่เลยผ่าน

 

นานแล้วนะ

กับการเขียนบลอคที่ผ่านไป

 

รู้สึกว่า

เราเติบโตขึ้นเยอะจริงๆ

เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทั้งความคิดความอ่าน

การตัดสินใจ

การควบคุมอารมณ์

การเข้าใจ

และ

ความรัก

 

แต่ก่อนที่เรียก สถานที่แห่งนี้

ว่า

กล่องขยะแห่งความคิด

 

คิดมากเกินไป

คิดแตกต่างไป

 

อึดอัดไม่สามารถพูดออกมาได้

ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างที่สมองคิด

 

พิมพ์โดยที่ไม่ได้ใช้การคำนึงถึงภาษาที่สวยงาม

แต่ออกมาจากจิตใจ

 

 หลังจากระบายออกมาทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ที่เดิม

 ราวกับความคิดเหล่านั้นเป็นส่วนเกินในชีวิต 

 ทุกอย่างมารวมกันที่บลอคนี้

 

เวลาผ่านไป5ปีแล้วสินะ

 

กล่องขยะแห่งความคิดแห่งนี้

 แทบไม่มีขยะให้ทิ้งเลยในช่วงนี้

อาจเป็นเพราะตัวเราที่เติบโตขึ้น 

 

รู้สึกเศร้า อย่างบอกไม่ถูก

ถึงการทอดทิ้งสิ่งที่ทำไป 

 

แต่ก็นะ 

 

เศษบลอคที่หลงเหลือไว้ราวกับกากเดนแห่งกาลเวลา

ไม่หวนกลับคืนมา

แต่มันจะฝังลึกลงไปในร่องรอยแห่งความทรงจำ 

ว่าอะไรทำให้เราเติบโต 

 

lndevidal

กาลเวลาที่เลยผ่าน

 ความรู้สึกของใบเมเปิ้ลที่ร่วงโรย 

 

2009/Oct/17

ตอนตีหนึ่งของญี่ปุ่น

หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ

เปิดทีวีไว้อย่างไม่ตั้งใจ

ในตอนนั้นมีรายการเพลงอะไรผมจำไม่ได้

 

ชื่อศิลปินที่คุ้นตา

コブクロ kobukuro

ผมรู้จักดีในเพลง ここにしか咲かない花 - koko ni shika sakanai hana

แต่วันนี้เค้าไม่ได้มาร้องเพลงนั้น

เค้ามาในเพลง 赤い糸 - akai ito

แปลว่า ด้ายสีแดง

 

ด้วยเหตุที่ศัพท์ในเพลงไม่ยาก

หรือ จังหวะเพลง หรือ คำร้องมันกินใจ

ผมไม่ทราบ

แต่มันทำให้ผมร้องไห้ได้

ทำให้ผมย้อนไปหาใครสักคนที่ไทย

 

ก่อนหน้านี้ผมเขียนเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ 絆 - kizuna

http://indevidal.exteen.com/20060923/kizuna

ตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก

ความรักช่างสดใสและหอมหวานเหลือเกิน

ผมเชื่อเหลือเกินในสิ่งนั้น

แต่ตอนนี้กลับลืมไป ผมหัวเราะกับตัวเอง

รู้สึกเหมือนเป็นตลกร้ายเหลือเกิน...

 

สำหรับผม

เพลงนี้ฟังแล้วทำให้มีกำลังใจเหลือเกิน

กับเส้นทางที่รอคอยความรัก 

 

ผมอยากให้ทุกคนลองฟังเพลงนี้

ว่า มีแต่ผมคนเดียวรึเปล่าที่เป็นแบบนี้

 

2人ここではじめて会ったのが 2月前の今日だね

วันนี้สินะ วันที่เราสองคนมาเจอกันมาสองเดือนก่อน
キスの仕方さえまだ知らなかった 僕の最初のSweet girl friend

เพื่อนผู้หญิงแรกของผมที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้วิธีการจูบเลย
たわいもないささやかな記念日 にそっと記してた

วันครบรอบเล็กๆน้อยๆที่ดูไร้สาระ ผมก็ยังเขียนไว้ในปฏิทิน
「今日何の日だっけ?」ってたずねると 少し戸惑って答えた
พอถามไปว่า  วันนี้วันอะไรกันนะ ?”
「前の彼氏の誕生日だ」と笑って答える 笑顔 はがゆい

เธอก็ตอบอย่างเขินๆ ว่า วันเกิดของแฟนเก่าน่ะและหัวเราะออกมา
そんな話は耳をふさぎたくなるんだよ 確かに

เรื่องแบบนี้แน่นอนว่า ไม่น่าฟังเลยสินะ
君が彼といた3年の 想い出にはまだかなわない

ความทรงจำที่เธออยู่กับเขา สามปีนั้น ยังไม่เปลี่ยนไปเลย
それでもこんなに好きなのに すれ違いの数が多すぎて
ถึงอย่างนั้น ทั้งๆที่ยังชอบอยู่ แต่เราก็แทบไม่ได้เจอกันเลย
心のわぬ やりとりばかり これ以上くり返すよりも

เพียงแค่หัวใจที่เชื่อมไม่ถึงกันสองดวง  จึงดีกว่าที่ผมยังไม่หวนกลับไปหาคุณ
あなたの心が 答え出すまで このまま2人会わない

จนกว่าหัวใจของคุณจะตอบออกมา เราสองคนยังไม่เจอกันแบบนี้คงจะดีกว่า
それが明日でも 5年先でも いつでもここで待ってるから

เพราะอย่างนั้น ไม่ว่าจะ ห้าปีก่อนหน้านี้หรือพรุ่งนี้ก็ตาม ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็จะรออยู่ตรงนี้  
約束しようよ そして2人 心に赤い糸をしっかり結んで
ผมสัญญาเลยและหัวใจของเราสองคน จะมีด้ายสีแดงผูกมัดไว้อย่างแน่นหนา
あの頃つぼみだった花はもう あでやかな色をつけた

ดอกไม้ตูมในตอนนั้น ตอนนี้ได้มีสีสันที่สวยงามแล้ว
秋がてた 今の僕をしている
ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านพ้นไป หน้าหนาวก้าวเข้ามาแทนที่ ผมจะเก็บภาพความทรงจำนี้ไว้
時間ばかりが無情にも過ぎ 途方れる まぶたの

เพียงแค่เวลาเท่านั้นที่ทำให้ไร้ซึ่งความรู้สึก  ถึงเวลาสิ้นสุดแล้ว
他の誰かと歩く君の姿かんで・・・

ด้านหลังของเปลือกตา มีภาพเธอที่เดินอยู่กับใครสักลอยขึ้นมา
もう2度と会えないような気がしてた

รู้สึกว่าเราคงจะไม่ได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว
いっそ会わずにいようかとも

ผมรู้สึกว่าหากเราไม่เจอกันคงจะดีกว่า
はりさける胸押さえながら 信じてきたその答えが今

ถึงแม้ที่ข้างในใจจะเจ็บปวด ตอนนั้นผมก็ยังเชื่อมั่นในคำตอบของผม
「会ってくれますか?」とあなたの手紙 いつわりのない言葉たちが

มาเจอกันไหมจดหมายของเธอที่ไร้ซึ่งถ้อยคำโกหก
あふれた涙でにじんでゆくよ あの場所へむかえに行くから

มุ่งไปที่สถานที่นัดด้วยน้ำตาที่นองหน้า
泣かないでおくれ 今日は2人の1年目の記念日だから

หยุดร้องไห้เถอะ วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่ของเราสองคนนะ
お祝いしようよ 強く結んだ 糸がほどけずにいた事も
ไปฉลองกันเถอะ ด้ายที่พันอย่างแน่นหนาจากอดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้
愛されることを望むばかりで 信じることを忘れないで

เพียงแค่หวังให้ได้รับความรัก และ ไม่ลืมในสิ่งที่เชื่อ
ゴールの見えない旅でもいい

ถึงแม้เป็นการเดินทางที่มองไม่เห็นจุดจบก็ตาม
愛する人と 信じる道を さあゆっくりと歩こう

เส้นทางที่จะเชื่อในความรัก  เรามาค่อยๆเดินไปด้วยกันนะ !!

edit @ 17 Oct 2009 14:15:02 by |ndevida|

edit @ 17 Oct 2009 14:17:19 by |ndevida|

edit @ 17 Oct 2009 14:18:59 by |ndevida|

edit @ 17 Oct 2009 17:42:24 by |ndevida|

edit @ 20 Oct 2009 19:52:34 by |ndevida|

2009/Oct/05

คำถาม:

ร่างกายมนุษย์มีอุณหภูมิเท่ากันหมด

แต่ทำไมมือบางคนถึงได้อบอุ่น

มือบางคนกลับเยือก

เย็น ระหว่างมือและหัวใจมีเส้นลึกลับเชื่อมต่อหรือ??

 

คำตอบ:

หัวใจ

ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปที่ร่างกาย

ที่ข้อมือมีเส้นเลือดใหญ่อยู่

นแต่ละข้อนิ้วและฝ่ามือมีเส้นเลือดฝอย

อุณหภูมิ ของเลือดขึ้นอยู่กับ

ปริมาณไขมันและสภาพร่างกาย

ดังนั้น หัวใจทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นกับมือ

แต่เมื่อมือทั้งสองสัมผัสกับอีกสองมือ

มือเองก็ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นกับหัวใจเช่นเดียวกัน

 

 ..............................

.........................

และ 

หัวใจที่รอคอยใครบางคน

ก็มีฝ่ามือที่อบอุ่น

แม้ไม่ต้องสัมผัสถึง

ก็ยังจดจำ ความอบอุ่น 

 

.........................

..................... 

อย่างนั้นสินะ

คนบางคน

edit @ 5 Oct 2009 23:04:18 by |ndevida|

2009/Oct/02

นอนไม่หลับ

 

ถึงแล้วดินแดนแห่งท้องฟ้าแห่งแรกของโลก

 

สนามบินที่ไม่มีผืนแผ่นดินให้ความกล้าได้ลงถิ่น

 

มหาวิทยาลัยที่ไม่มีช่องว่างให้ว่างสักนาที

 

ในคืนแรกที่บนเครื่องบินผมนอนไม่หลับ

 

ข่มตานอน ก็ไม่หลับ สวดมนต์ ทำจิตสบายๆยังไงก็ไม่หลับ

 

ผมเป็นอย่างนี้ทุกทีที่ขึ้นเครื่องบิน

 

แม้มันจะเป็นสิ่งที่อาจจะชินแล้วสำหรับผมกับการขึ้นเครื่องบิน

 

แต่สิ่งที่ชินก็ยังทำร้ายตัวเองเหมือนเคย

 

และ หลังจากทำภารกิจอันหนักหน่วงในวันแรกเสร็จ ซึ่งผมยังไม่เล่าว่าเป็นอะไร

 

เอนตัวลงนอนในที่นอนที่นุ่ม นอน นอน และ นอน

 

นอนไม่หลับ

 

มันรู้สึกอึดอัดในใจ รู้สึกว่างเปล่าให้หัวใจ รู้สึกขาดที่พึ่ง

 

ไม่มีน้ำตา ไม่รู้สึกเศร้า

 

ผมเหงา

 

ผมเดินออกไปข้างนอกลมโกรกเย็นราวสิบห้าองศา

 

วินาทีนั้นอยากกระโดดลงไปให้ตายจนความรู้สึกนี้หายไปเลย

 

ตายจนไม่เหลือซากความรู้สึก

 

แย่ รู้สึกแย่มากๆ ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่าจะรู้สึกอะไรแบบนี้

 

ผมเกลียดตัวเอง

 

ที่คิดถึงทุกคนที่อยู่ประเทศไทย

 

เสียงของทุกคนที่อยู่ที่ไทย

 

…………….

 

…………

 

……

 

ผมคนที่นอนไม่หลับ

 

Homesick

 

12.37 2/10/09

--------------- คืนนั้นผมกินคอเฟนีลามีนเพิ่อที่จะให้นอนหลับ ไปสองเม็ด.... 

2009/Sep/21

"เป็นไปได้ใครจะอยากชอบคนที่ไม่ได้ชอบเรา"

 

ชอบดารา นักร้อง แต่ก็อยากชอบอะทำไงได้

ชอบคนที่มีแฟนแล้ว

 

สิ่งตอบแทนที่ได้รับต่อความรู้สึกดีๆที่เราให้คือ

"ความรู้สึกตื้นตันที่อยู่ในใจเป็นรางวัลที่ตีมูลค่าไม่ได้โดยไม่มีสิ่งไหนมาทดแทนได้เลย"

 

หากแต่ 

 

จิตใจที่มีเหตุผลเหนือความรู้สึก

รับรู้ความจริงที่อยู่เบื้องหน้า

ตัดสินใจและทำ

 

สติที่คอยดูแลไม่ให้ความรู้สึกมีผลเหนือเหตุผล 

 

แต่ แบบนี้ดีแล้วหรือ

การให้สมองบังคับหัวใจ

และ กักขังเอาไว้ให้หัวใจรอคนคนนั้นกลับมา

 

เฟ้นหาคนอื่นที่ใช่ต้อนรับสิ่งใหม่เข้ามาโดยใช้สมองเลือก

แต่หัวใจยังรอที่เดิม

 

สุดท้าย 

 

 หัวใจที่ถูกกักขังไม่ใช่ดวงเดิม และคนเดิมที่จะกลับมาก็ไม่ใช่คนเดิมเช่นกัน

 

At Least , I have a Love but, Love in my brain not my heart / -

 

Everlasting - 

 

 

edit @ 21 Sep 2009 22:19:16 by |ndevida|

edit @ 21 Sep 2009 22:27:42 by |ndevida|

2009/Aug/05

ราตรีสวัสดิ์ - ฟักกลิ้งฮีโร่

 

 

วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง
นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน
เวลาเค้ายืนเค้าแนบปืนกลไว้ข้างกาย
ทั้งที่เค้าไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน
แต่เป็นอีกคืนที่เค้าต้องออกลาดตระเวน
เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบผู้รักตัวเอง น้อยกว่าชนในชาติไทย

เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร
ในขณะนั้น ผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตี
เสียงปืน ดังสนั่นตอนเวลาเลยเที่ยงคืนกว่า
เสียงระเบิดดังก้องกึกไปทั่วทั้งป่า
พร้อมเสียงกระสุนปืนทะลุตัวจ่า
เค้ารีบยกปืนกลข้างกายประทับบ่า
ในขณะที่ยิงสวนไปเค้าคิดแต่ว่า
ถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของชีวิต
เค้าก็ยินดีที่จะสละทุกอย่างด้วยยศอันน้อยนิด
ขอเพียงคนในชาติได้หลับสบาย เค้าจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนฝากเพลงนี้มาให้

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน

ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น
ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง
คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬา
คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา
คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง
ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง
ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก.
ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช.
และยังไม่มีตอนจบของนิทาน
มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ
เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา
มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา
เขาตายเพื่อคนในชาติได้หลับสบาย
เขาจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย

ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ยมีคนฝากเพลงนี้มาให้

หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน
ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง
หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว

2009/Jul/13

ผมเป็นคนขี้ลืม

มักจะลืม

และไม่สนใจในสิ่งรอบข้าง เท่าไหร่

หรือเรียกว่าไม่ค่อยมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว

แต่

มักจะจำได้ดีในเรื่องที่ผ่านไปนานแล้ว

เช่น บทเรียนในบทที่แล้ว การสอบที่ผ่านไปแล้ว เรื่องราวเก่าๆ

อีกหนึ่งคน

มักจะจำได้ดีในสิ่งที่เรียนรู้ขณะนั้น

สนใจอะไรรอบตัวได้ง่าย

ถูกชักจูงจากสิ่งเร้ารอบตัวได้ง่าย

นี่ก็ไม่มีสติเหมือนกัน

แต่

มักจะลืมในสิ่งที่เลยผ่านไป

หากไม่ได้ใช้หรือไม่ได้ท่อง

............................

ผมพูดทำไม?

สรุปคือ

มีคนสองคนที่ต่างกันคือ

หนึ่งคน ความจำระยะสั้นไม่ดี ความจำระยะยาวดี

อีกหนึ่งคน ความจำระยะสั้นดี ความจำระยะยาวไม่ดี

..........................

ดังนั้น จึงมีคนนึงลืมแต่อีกคนจำได้

และ ถ้าผ่านไป จะมีอีกคนจำได้แต่อีกคนลืม

...........................

เพราะพระเจ้าไม่ได้สร้างให้คนทุกคนเกิดมาเหมือนกันทั้งหมด

มนุษย์เลือกที่จะใช้ชีวิตโดยที่มีรายละเอียดมากมายมากกว่า เกิด อยู่รอด ผสมพันธุ์ ตาย

สิ่งที่เรียกว่า "ความจำ"

ใช้ในการชี้วัดอะไรหลายๆอย่างในชีวิต ความฉลาด ความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ

แต่ คนสองคน มุมมองก็ต่างในกันในเรื่องความจำ ว่า แบบตัวเอง "ดีกว่า"

มุมมองด้านต่างๆก็ต่างกันไป

และหันมามองหน้ากัน

เห็นถึงหน้าตาที่ปรากฎอยู่ภายนอก

รับรู้ถึงความรู้สึกภายใน

ลงลึกลงไปถึงจิตใจ

ย้อนกลับเข้ามาในหัวเรา

ว่า

เป็นอย่างไร

สมองประมวลความคิดที่ตอบโต้

ประสาทสั่งการ

ปากขยับ

ปอดส่งลมออกไปทางช่องปาก

และ

"ทะเลาะกัน"

................................... 

แม้มองในด้านที่แตกต่างกัน

แต่อยากให้รู้ไว้จริงๆ

ว่า

เรามองสิ่งเดียวกันอยู่นะ

คนที่ผมรัก

2009/Jun/22

วันที่ 17/7/2008

 ผมกลับจากประเทศเกาหลี

หลังจากไปเยี่ยมคนคนหนึ่ง

สิ่งที่ผมจะพูดถึงนั้น

ไม่ได้พูดถึงคนที่ไปเยี่ยม

ความสนุกของการเดินทาง

หรือแม้แต่สิ่งประทับใจ

แต่เป็น

ของฝากชิ้นหนึ่ง

ที่ซ่อนตัวอยู่ในกระเป๋าเดินทางของผม

และถูกรื้อออกมา แต่ไม่ได้ใช้เก็บไว้ในส่วนลึกสุดของตู้เย็น

"ฮันจังทึล"

มันเป็นพริกชนิดหนึ่งที่ใส่ในบิบิมบับอาหารชนิดหนึ่งของเกาหลี

พริกชนิดนี้เป็นส่วนประกอบมากมายในอาหารเกาหลี

ซึ่งเปรียบก็คงเหมือนกับ น้ำปลาบ้านเรา

ที่อาหารไหนเป็นอาหารไทย คงต้องมีกลิ่นน้ำปลาอย่างแน่นอน

อาหารจีนก็คงเป็นเต้าเจี้ยว

อาหารญี่ปุ่นก็คงเป็น โชยุ

อาหารอิตาเลี่ยนคงเป็น ชีส

และอื่นๆ

กลิ่นเหล่านี้เปรียบเสมือนตัวแทนประจำชาติที่ตัวเองมักจะไม่รู้ว่ามีกลิ่นเช่นนี้

แต่จะรู้สึกเมื่อเราจากมันไป...

คนไทยกลับมาบ้านเกิด แค่ลงที่สนามบิน บางทีอาจได้กลิ่นน้ำปลาลอยมาก็ได้

คนญี่ปุ่นคงรัก มิโซะและโชยุของเขาเหมือนพ่อกับแม่ ที่ตอนกินไม่รู้สึกสำคัญแต่รู้สึกเมื่อห่างเหิน

ผมแกะพริกบิบิมบับนั้นให้พ่อลองชิม

และลองผัดข้าวให้กินสักชาม

ข้าวผัดร้อนสีแดงฉานตั้งอยู่ข้างหน้า และเข้าปากพ่อ

พ่อบอกว่า "นี่มันเต้าเจี้ยวละว้า"

ตอนนั้นผมสวนทันที "น้ำพริกใช้ทำอาหารเกาหลีต่างหาก เต้าเจี้ยวมันอีกแบบ"

..........................

ตอนนั้นผมรู้ว่า ความสำคัญของของฝาก

ที่ให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศโดยกลิ่น

ไม่สื่อถึงโดยคนที่ไม่สัมผัสมัน

.................................

เวลาผ่านไป

วันนี้ 22/6/2009

เกือบ1ปี

พ่อกลับมาจากการดูงานที่สิงค์โปร์

หลังจากกลับมาพ่อทำข้าวมันไก่(ทั้งตัว)ให้กิน

และพ่อบอกว่า "เนี่ยสไตล์สิงค์โปร์เลยนะ"

และขึ้นไปข้างบนให้ผมกินอยู่ข้างล่าง

น้ำจิ้มสีแดงชวนให้ลองกินตั้งอยู่ข้างหน้า

ผมคิดในใจ "ไอ้นี้นี่ต้องเป็นน้ำจิ้มกินคู่กับไก่สไตล์สิงค์โปร์ชัวร์"

ผมลองจิ้มดูและกิน พบว่า มันอร่อยใช้ได้เลย

พ่อลงมาถาม "เป็นไงอร่อยไหม...อะ รู้ไหมไอ้น้ำจิ้มนี่อะไร"

ผมตอบทันที "เต้าเจี้ยวไง..."

พ่อหัวเราะและบอกทันที "อันนี้ที่คมบอกว่าเป็นพริกเกาหลีนั่นน่ะ"

ผมเงียบ

ทุกอย่างตึง

สงบในตัวผม

ระลึกเข้าใจ

ยอมรับ

และฝืนกินไปให้หมด พร้อมน้ำตาคลอเบ้า

.....................

ไม่ลืมแต่เหมือนลืม จำแต่เหมือนไม่จำ

กลิ่นที่ไม่ติดจมูกไม่หวนคืนเมื่อลิ้มรส

เพียงเวลานั้นอยากจำไม่ใช่เพราะรสมันดี แต่ความทรงจำ

มันย้อนให้นึกว่า

"มันคืออะไร"

ความทรงจำลืมไปนานแค่ไหน

ถึงได้ลืมรสของมัน

"ว่าคืออะไร?"